|
พระมหาณรงค์ฤทธิ์ อคฺครตโน
ความสำเร็จ
คือ สิ่งที่ทุกคนปรารถนา
โดยเฉพาะความสำเร็จในการศึกษาและหน้าที่การงาน
แต่การจะได้มาซึ่งความสำเร็จนั้น
ใช่ว่าจะได้มาโดยง่ายดายเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก
เพราะบนเส้นทางแห่งความหวังที่จะให้ประสบความสำเร็จนั้น
มิได้โรยไว้ด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป
ผู้หวังความสำเร็จ
จำต้องมีหลักสำหรับเป็นบันไดเชื่อมโยงให้สามารถก้าวเดินไปบนเส้นทางแห่งความสำเร็จได้ถึงที่หมายสูงสุด
หลักสำคัญที่ว่านั้น มิใช่หลักศิลา หรือหลักไม้
แต่หมายถึง หลักธรรม ซึ่งเป็นที่คุ้นหูกันดี
เรียกว่า อิทธิบาท ๔ อันได้แก่
ฉันทะ วิริยะ จิตตะและวิมังสา
หลักอิทธิบาท ๔ นี้ เปรียบประดุจบันได ๔
ขั้น สำหรับก้าวไปสู่ความสำเร็จ กล่าวคือ
บันไดขั้นที่ ๑ เอาใจรัก คือ
ฉันทะ พอใจที่จะทำ พอใจที่จะเรียน
พอใจที่จะประกอบกิจกรรมนั้น ๆ
หากไม่มีความพอใจหรือเอาใจรักเป็นบันไดเบื้องต้นแล้ว
คงยากนักที่จักประสบความสำเร็จได้ ฉะนั้น
การสร้างฉันทะให้เกิดขึ้นมีในกิจกรรมที่หวังให้ประสบความสำเร็จทุกอย่างจึงเป็นสิ่งจำเป็น
และสามารถทำได้โดยการพยายามหาจุดสนใจหรือแง่ดีของสิ่งที่ทำให้ได้
เพื่อจะได้เป็นแรงจูงใจให้มีใจรัก ชอบใจ
พอใจที่จะทำ
บันไดขั้นที่ ๒ เอาใจสู้
คือ
วิริยะ มุ่งมั่นพากเพียรทำกิจกรรมนั้น ๆ
อย่างไม่ย่อท้อ ไม่หวั่นไหว แม้จะหนัก
แม้จะเหนื่อย ก็ไม่หน่ายหนี
ต่อสู้อย่างเต็มกำลังความสามารถโดยมีฉันทะเป็นแรงผลักดันและมีการพิจารณาให้เห็นถึงอานิสงส์ของวิริยะหรือบุคคลที่ประสบความสำเร็จมาแล้วเป็นแรงจูงใจ
ไม่ถือลัทธิรอโชครอวาสนา รอชะตาชีวิต
แต่เชื่อมั่นในพระพุทธดำรัสที่ว่า
วิริเยน ทุกฺขมจฺเจติ
คนจะล่วงทุกข์(ประสบความสำเร็จ)ได้ก็เพราะความเพียร
บันไดขั้นที่ ๓ เอาใจใส่
คือ จิตตะ
มีจิตใจฝักใฝ่จดจ่อในกิจกรรมที่ทำนั้น ๆ
ไม่วอกแวกวุ่นวาย
หรือหวั่นไหวไปกับแรงยั่วยวนชวนใจอื่นที่อยู่นอกทาง
ซึ่งหากไม่มีจิตตะ คือ เอาใจใส่เสียแล้ว
ก็อาจจะเสียสมาธิ และละทิ้งสิ่งที่ทำเสียได้
การเอาใจใส่จริงจังจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องมีและควรมีอย่างเข้มข้นเสียด้วย
ที่สำคัญการที่จะให้มีความเอาใจใส่ที่เข้มข้นนั้น
จิตใจต้องได้รับฝึกฝนมาเป็นอย่างดี
ด้วยสมาธิวิธีจนมีภาพ ๓ อย่างเกิดขึ้นภายใน
คือ ๑. ศักยภาพ มีความสามารถในการทำงาน
ช่วยให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ๒.คุณภาพ
เป็นจิตที่ประณีตมีคุณธรรมช่วยให้ทำงานได้อย่างราบรื่น
และ ๓.สุขภาพ
มีภาวะที่เป็นสุขช่วยให้การทำงานคล่องตัวราบรื่น
เรียบร้อย และรื่นรมย์
บันไดขั้นที่ ๔ หมั่นไตร่ตรอง
คือ วิมังสา
ใช้ปัญญาพิจารณาถึงกิจกรรมที่ทำนั้น ๆ อยู่เสมอ
ทั้งทบทวน ทั้งสอบสวน
เพื่อประเมินผลงานที่ทำว่าถึงขั้นไหน
และหาจุดดีและจุดด้อยในกระบวนการที่ทำ
เพื่อการพัฒนาและแก้ไขให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป
จนถึงความสำเร็จ โดยเฉพาะวิมังสานั้น
จะเป็นตัวควบคุมให้เกิดความลงตัวพอดีในการเอาใจรัก
เอาใจสู้และเอาใจใส่ ผู้ที่มีวิมังสาเข้มข้น
คือ ผู้ที่เป็นนักคิด นักวิเคราะห์ นักทดลอง
เพราะคนเหล่านี้จำต้องใช้ปัญญาอย่างสม่ำเสมอในการคิด
วิเคราะห์ทดลองสิ่งต่าง ๆ
ซึ่งยิ่งใช้ปัญญาก็ยิ่งทำให้ปัญญาฉลาดหลักแหลมขึ้น
ความสามารถในการไตร่ตรองสิ่งต่าง ๆ
ก็ย่อมมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย
หลักอิทธิบาทธรรม คือ ฉันทะ วิริย
จิตตะ วิมังสา หรือ เอาใจรัก
เอาใจสู้ เอาใจใส่ หมั่นไตร่ตรอง ทั้ง
๔ ประการดังกล่าวมานี้
ย่อมเป็นบันไดช่วยให้ผู้ดำเนินก้าวไปสู่ความสำเร็จได้โดยลำดับ
หากผู้ใดมีเพียบพร้อมสมบูรณ์ เชื่อแน่ว่า
ผู้นั้นย่อมอยู่ไม่ไกลจากความสำเร็จและจักประสบความสำเร็จในเวลาไม่ช้านี้แน่นอน
|
ฉันทะคือพอใจใฝ่มุ่งมั่น |
วิริยะคือขยันไม่หวั่นไหว
|
|
จิตตะคือจิตจับเจ่าเอาใจใส่
|
วิมังสาคือฝักใฝ่หมั่นไตร่ตรอง |
|
สี่อย่างนี้เป็นบันไดให้สมหวัง
|
สำเร็จดังถวิลสิ้นทั้งผอง |
|
แม้นดำเนินตามลำดับนับทำนอง
|
ย่อมพบพ้องสมปองหวังทุกครั้งเอย ฯ |
(ณ.ยอดแก้ว) |