|
สามเณรณรงค์ฤทธิ์ ยอดแก้ว
(พ.ศ.๒๕๔๓)
การจะเป็นเสือนั้นไม่สำคัญ
สำคัญอยู่ที่เรามี
เศรษฐกิจแบบพอมีพอกิน แบบพอมีพอกิน
นั้น หมายความว่า อุ้มชูตัวเองได้ ให้มีเพียง
พอกับตัวเอง...
การพัฒนาประเทศ จำเป็นต้อง
ทำตามลำดับขั้นตอน ต้องสร้างพื้นฐาน คือ
ความพอมี พอกิน พอใช้ ของประชาชนส่วน
ใหญ่เป็นเบื้องต้น...
จากกระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
เพียงเท่านี้
ย่อมเป็นเครื่องปลุกจิตสำนึกของชาวไทยทั้งชาติ
ให้หันมาทบทวนการดำเนินชีวิตและการพัฒนาประเทศที่ผ่านมาได้อย่างดีทีเดียว
นับได้ว่าเป็นโชคดีของคนไทย
ที่พระองค์ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น
เพราะการที่พระองค์ตรัสเกี่ยวกับเรื่องความพอมี
พอกิน พอใช้นี้
เท่ากับว่าพระองค์ทรงเป็นดุจดวงตะวันที่ฉายแสงเรืองรอง
นำร่องส่องทาง
ให้ประชาราษฎรทั้งหลายผู้ตกอยู่ในห้วงแห่งความมืดมิด
มีโอกาสพลิกวิกฤติให้เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น
โดยเฉพาะปัญหาเรื่องปากท้องของประชาชน
ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญมาก
การที่ประเทศชาติมีภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ
ค่าเงินบาทลอยตัว สินค้าต่าง ๆ ราคาแพงขึ้น
และประเทศต้องเป็นหนี้สินต่างชาติ
เหล่านี้เป็นต้น
ถือว่าเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับปากท้อง
เกี่ยวข้องกับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนโดยตรง
อีกทั้งยังเป็นผลให้เกิดปัญหาต่าง ๆ
ตามมาอีกมากมาย
แนวพระราชดำรัสเกี่ยวกับเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง
จึงถือได้ว่าเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่คนไทยควรดำเนินตาม
แต่ต้องทำความเข้าใจให้ดีเสียก่อนว่า
การดำเนินชีวิตที่พอเพียงนั้น คืออย่างไร
เพื่อจะได้ดำเนินรอยตามกระแสพระราชดำรัสได้อย่างถูกต้อง
หันมามองหลักคำสอนในทางพระพุทธศาสนา คำว่า พอเพียง
นั้นหมายถึง
ความรู้สึกยินดีหรือความพึงพอใจเท่าที่มี
เท่าที่เป็น ไม่มักมาก ไม่ทะเยอทะยานอยาก
ไม่อยากได้ อยากมี อยากเป็นด้วยอำนาจแห่งตัณหา
ซึ่งตามแนวพระพุทธศาสนา
ความพอเพียง
ตรงกับภาษาธรรมว่า ความสันโดษ
นั่นเอง
ผู้ที่มีความสันโดษก็คือผู้ที่รู้จักพอเพียง
พออยู่ พอกิน พอใช้
รู้จักยินดีเท่าที่มีเท่าที่เป็น
โดยยึดหลักความจำเป็น เป็นประการสำคัญ
ในเรื่องนี้พระอรรถกถาจารย์ผู้ทรงความรู้ท่านได้วิเคราะห์อธิบายเกี่ยวกับผู้สันโดษไว้ว่า
สนฺตุสฺสตีติ สนฺตุสฺโก ที่ชื่อว่า
ผู้สันโดษ ก็เพราะว่า ย่อมยินดี (ย่อมพอใจ)
หรืออีกนัยหนึ่งท่านวิเคราะห์ไว้ว่า
อิตรีตเรน ปจฺจเยน สนฺตุสฺสตีติ สนฺตุสฺสโก
ผู้ยินดีด้วยปัจจัยตามมีตามได้ชื่อว่า
ผู้สันโดษ ด้วยเหตุนั้นจึงกล่าวได้ว่า
ความรู้สึกยินดี หรือความพึงพอใจตามมีตามได้นี้เอง
เป็นความหมายของคำว่า พอเพียง
ตามหลักพระพุทธศาสนา
พื้นฐานสำคัญของชีวิตที่พอเพียง คือ ความสันโดษ
เรื่องความสันโดษนี้
หลายคนในสังคมยังไม่มีความเข้าใจถึงความหมายหรือลักษณะดีเท่าที่ควร
เพราะว่ามีไม่น้อยคนเลยที่เข้าใจว่าความสันโดษคือ
การไม่ขวนขวายดิ้นรน ไม่ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงพัฒนา
ซึ่งเป็นเหตุให้ชีวิตตกต่ำ
สังคมและประเทศชาติก็ไม่ได้รับการพัฒนา
เพราะว่าหลักคำสอนเรื่องสันโดษ ทำให้คนงอมืองอเท้า
เป็นคนเกียจคร้าน
ไม่มีความกระตือรือร้นในการทำงานหรือการประกอบอาชีพ
เหล่านี้เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดที่ว่ามา
ถือเป็นความเข้าใจผิดจากหลักคำสอนอย่างมากทีเดียว
เพราะฉะนั้น
จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่เราควรจะทำความเข้าใจให้กระจ่างเรื่องความสันโดษ
อันนับได้ว่าเป็นรากฐานสำคัญของชีวิตที่พอเพียง
เพื่อเป็นการปูแนวทางที่จะดำเนินไปสู่วิถีชีวิตที่พอเพียงตามแนวพุทธได้อย่างมั่นใจและถูกต้อง
ความหมายของคำว่า สันโดษ
คำว่า สันโดษ
นั้นสามารถแปลความหมายได้ ๓ นัย
(ตามนัยในอรรถกถามงคลสูตร) คือ
๑. สันโดษ แปลว่า
ยินดีด้วยปัจจัยอันเป็นของตน กล่าวคือ
ความพอใจของซึ่งเป็นส่วนของตน
ไม่แสดงอาการรังเกียจหรือดูถูกปัจจัยสิ่งของต่าง ๆ
ที่ตนเองหามาได้จากการทำหน้าที่การงานต่าง ๆ
โดยชอบธรรม ทั้งในเวลารับ ทั้งในเวลาใช้สอย
ไม่ว่าสิ่งที่ตนได้มาเป็นของตนนั้น
จะเป็นสิ่งที่ดี ประณีตสวยงามหรือไม่ก็ตาม
ก็ยินดีด้วยสิ่งนั้น ด้วยความรู้สึกที่ว่า
เราได้มันมาเป็นสมบัติของเราโดยถูกต้อง
ไม่ผิดศีลธรรม กฏหมายบ้านเมืองและจารีตประเพณีต่าง
ๆ ดังเช่น การที่พระภิกษุเที่ยวบิณฑบาตในตอนเช้า
ทายกทายิกาก็ถวายอาหารบิณฑบาต เป็นของประณีตบ้าง
ไม่ประณีตบ้าง มากบ้าง น้อยบ้าง
ตามแต่ฐานะของแต่ละบุคคล ขณะฉันอาหารบิณฑบาต
หากภิกษุรูปใดไม่มีความรังเกียจเมื่อรับสิ่งที่ไม่ประณีต
ไม่ยินดีเกินหรือพออกพอใจเวลาได้รับของประณีต
ไม่รู้สึกว่าเป็นของนิดหน่อยหรือดีใจว่าได้มามาก
แต่รู้สึกยินดีอยู่ว่า บิณฑบาตนี้เป็นของตน
ประณีตก็ตาม ไม่ประณีตก็ตาม มากก็ตาม น้อยก็ตาม
ทายกทายิกาทั้งหลายถวายมาโดยชอบตามพระธรรมวินัยจึงรับบิณฑบาตานั้นมาด้วยความยินดี
แม้ในเวลาฉันก็ไม่เลือกเฟ้นฉันแต่ของดี ๆ
หรือของอร่อย ๆ
แต่มีความยินดีที่จะฉันเพียงเพื่อยังอัตภาพให้เป็นไปได้
เพื่ออนุเคราะห์แก่การประพฤติพรหมจรรย์เท่านั้น
ภิกษุรูปนั้น ชื่อว่า
เป็นผู้ยินดีด้วยปัจจัยของตน
แม่ฆราวาสผู้ครองเรือนทั้งหลายก็ขอให้เทียบเคียงเอาดังตัวอย่างที่กล่าวมา
๒.สันโดษ แปลว่า
ยินดีด้วยปัจจัยที่มีอยู่ กล่าวคือ
มีความพอใจยินดีในปัจจัยสิ่งของทรัพย์สินเงินทองที่เราได้มาแล้ว
โดยปราศจากความรู้สึกมักมาก เสียใจ มีอยู่เท่าใด
ก็พอใจเท่านั้น
ไม่ทะยานอยากได้ในสิ่งที่มีไม่ได้และไม่ได้มี
ไม่ปรารถนามากเกินกำลังความสามารถของตน
และไม่มีความทะยานอยากได้ของผู้อื่นมาเป็นของตน
ซึ่งหมายถึง รู้จักพอประมาณนั่นเอง
ผู้ใดรู้จักพอเพียง ด้วยสิ่งที่มีอยู่เช่นนี้
ผู้นั้นชื่อว่า ผู้ยินดีด้วยปัจจัยที่มีอยู่
ชีวิตของเขาย่อมเป็นชีวิตที่มีความสงบสุข
ตรงกันข้ามกับคนที่ไม่รู้จักพอ ไม่รู้จักประมาณ
อยากได้มากยิ่ง ๆ ขึ้นไปจากที่มีอยู่
ก็จะมีอาการกระสับกระส่าย ทุรนทุราย
เดือดร้อนใจ อยู่ที่ไหนก็จะเป็นทุกข์เสมอ
ด้วยอำนาจความทะยานอยากที่มีอยู่อย่างไม่มีเขตจำกัด
บางครั้งก็ต้องแสวงหาให้ได้มา
โดยไม่คำนึงถึงความผิดชอบชั่วดี ดังเช่น
บางคนมีทรัพย์สมบัติมากพอที่จะกินจะใช้
แม้จะประกอบกิจหน้าที่ของตนตามปกติก็ไม่ขัดสนในเรื่องปัจจัยที่จะดำเนินชีวิตในแต่ละวัน
แต่เขายังไม่รู้สึกพอใจเท่านั้น อยากมีนั่น
มีนี่ อยากเป็นเหมือนคนอื่น ๆ
เห็นเขามีรถก็อยากมีรถ
เห็นเขามีบ้านหรูก็อยากมีบ้านหรู เป็นต้น
เลยแสวงหาวิธีการที่จะให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการ
โดยวิธีการต่าง ๆ เช่น โดยการไปเล่นการพนัน
ด้วยหวังว่าไม่ต้องเหนื่อยมาก
เพียงแค่เสี่ยงโชคเอาก็สามารถมีทรัพย์สินเงินทองมากกว่าที่มีอยู่และสามารถบรรลุเป้าประสงค์ต่าง
ๆ ทีมุ่งหมายเอาไว้ได้ แต่ผลสุดท้าย
เพราะทางที่เขาเลือกเดินนั้นเรียกว่า อบายมุข
หมายถึงทางแห่งความเสื่อม
เขาจึงหนีไม่พ้นความเสื่อม ทั้งเสื่อมทรัพย์
เสื่อมชื่อเสียง เสื่อมญาติและอีกสาระพัดเสื่อม
บางคนถึงขนาดต้องขายที่ดิน
บ้านช่องจนหมดเนื้อประดาตัว เพราะแพ้พนัน
จึงสรุปได้ว่า
เพราะความต้องการทะยานอยากได้อยากมีจนเกินความพอดีและออกนอกลู่นอกทางแห่งความดีนี่เอง
เป็นเหตุให้ชีวิตจิตใจต้องประสบกับความทุกข์อยู่ร่ำไป
๓.สันโดษ แปลว่า
ยินดีโดยความสม่ำเสมอ กล่าวคือ
การละจากความรู้สึกยินดียินร้ายในสิ่งที่น่าชอบใจน่าปรารถนา
และในสิ่งที่ไม่น่าชอบใจไม่น่าปรารถนาซึ่งในทางพระเรียกว่า
อิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์
ความสันโดษตามความหมายนัยนี้
มุ่งถึงการวางใจเป็นกลาง ไม่เอนเอียง
ไม่หวั่นไหวไปตามอารมณ์ต่าง ๆที่มากระทบ
อันเป็นเรื่องของโลกธรรม ทั้ง ๘ ประการ คือ
ได้ลาภ เสื่อมลาภ ได้ยศ เสื่อมยศ สรรเสริญ
นินทา สุข และทุกข์ ความไม่เอนเอียงในจิตใจนี้
เกิดจากการพิจารณาด้วยปัญญาเพื่อให้เข้าใจทุกสิ่งตามความเป็นจริงตามกฏเกณฑ์ของธรรมชาติ
เช่นที่ว่า
ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดจากปัจจัยปรุงแต่งล้วนไม่แน่นอน(อนิจจัง)
มีความเกิดขึ้น(อุปปาทะ) ในเบื้องต้น
มีความตั้งอยู่ (ฐิติ)
ในท่ามกลางและมีความดับสลายไป (ภังคะ) ในที่สุด
ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดจากปัจจัยปรุงแต่ง
ไม่มีสิ่งใดคงทนอยู่ในสภาพเดิมได้(ทุกขัง)และทุกสิ่งทุกอย่าง
ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง ไม่ใช่สัตว์บุคคล
ไม่ใช่ตัวตนเราเขา
เราไม่สามารถบังคับให้เป็นไปดังใจเราปรารถนาได้ทุกอย่างไป
(อนัตตา) ดังนี้ เมื่อเรามีความเข้าใจอย่างนี้
ก็จะทำให้มีจิตใจที่สม่ำเสมอในทุกอารมณ์ที่มากระทบจิต
มีทัศนคติเห็นภาพรวมของสรรพสิ่งเสมอกัน
ไม่เดือดร้อนใจกับสิ่งที่ไม่พึงปรารถนา
ไม่ลิงโลดใจกับสิ่งที่น่าปรารถนา
ลักษณะนี้เรียกว่า ผู้สันโดษโดยความสม่ำเสมอ
อุปสรรคของชีวิตที่พอเพียงคือ
ความต้องการที่ไม่รู้จักพอ
เมื่อเราพิจารณาความหมายของคำว่า
สันโดษข้างต้นแล้ว เราจะเห็นได้ว่า
การที่จะทำให้จิตใจรู้จักพอเพียง พอกิน
พอใช้นั้น
ค่อนข้างจะเป็นเรื่องยากมากในสังคมปัจจุบัน
ซึ่งเป็นยุคบริโภคนิยมหรือวัตถุนิยม
คนส่วนมากในสังคมมีจิตมุ่งเน้นแต่ทางด้านวัตถุ
จึงมีการแข่งขันกันสูงในทุกวงการ
โดยยึดเอาวัตถุเป็นความมุ่งหมายของการดำเนินกิจกรรม
เพื่อความร่ำรวย เพื่อความมั่งมี
ซึ่งอันที่จริงแล้ว
ชีวิตเราไม่ได้อยู่ได้ด้วยวัตถุเพียงอย่างเดียว
เรายังอยู่ได้ด้วยนามธรรมด้วย
และนามธรรมที่ว่าก็คือ จิตใจนั่นเอง
หากมิติชีวิตด้านจิตใจของเราถูกทอดทิ้ง
สิ่งสกปรกโสมมต่าง ๆ จึงเข้าอยู่ภายในจิตใจ
ทำให้รกเรื้อเป็นธรรมดา คุณธรรม คือ ความสันโดษ
เป็นต้น
ก็ย่อมถูกครอบงำด้วยความทะยานอยากหรือความต้องการที่ไม่รู้จักพอ
จึงจำต้องดิ้นรนแสวงหาปัจจัยภายนอกต่าง ๆ
กันอย่างไม่มีขอบเขต
นี่คืออุปสรรคสำคัญของชีวิตที่พอเพียง
ธรรมดาของความทะยานอยากหรือมักมากอยากมีอยากได้ของมนุษย์นั้น
ยากที่จะเต็มอิ่มได้เปรียบเหมือนกับมหาสมุทร
ซึ่งกว้างใหญ่ ไม่มีวันเต็มด้วยน้ำได้
สมดังที่พระพุทธองค์ทรงสอนไว้ว่า นตฺถิ
ตณฺหาสมา นที แม่น้ำเสมอด้วยความทะยานอยากไม่มี
หรือ
สมดังที่ผู้รู้ได้เปรียบเปรยไว้ในคัมภีร์อรรถกถาวิภังค์ว่า
ธรรมดาสภาพ ๓ อย่าง เป็นสิ่งที่ใคร ๆ
ไม่อาจให้เต็มได้ คือ
๑.
ไฟไม่อาจเต็มได้ด้วยเชื้อ
๒.
มหาสมุทรไม่อาจเต็มได้ด้วยน้ำ
๓.
คนมักมากทะยานอยากไม่อาจเต็มได้ด้วยปัจจัยทั้งหลาย
ประเภทของความต้องการ
จริงอยู่ในเรื่องความต้องการของมนุษย์ที่กล่าวมานั้น
อาจจะมีหลายคนตั้งคำถามขัดแย้งอยู่ในใจว่า
หากเราไม่มีความต้องการ
ไม่มีความอยากได้เสียแล้ว เราจะประกอบอาชีพต่าง ๆ
กันได้อย่างไร เพราะว่าการที่เราประกอบอาชีพต่าง
ๆ กันอยู่ทุกวันนี้นั้น
ก็เพราะเรายังมีความต้องการ
ซึ่งบทสรุปแห่งความต้องการที่ว่านั้นก็คือความสุข
เราจึงต้องดิ้นรนแสวงหาปัจจัยต่าง ๆ
มาเกื้อกูลให้ชีวิตสมบูรณ์พูนสุข
การจะไม่ให้มีความต้องการนั้นเป็นไปไม่ได้
ความคิดลักษณะที่ว่ามานี้ เป็นความคิดด้านเดียว
ยังขาดวิจารณญาณในการมองเรื่องความต้องการและการดำเนินชีวิตที่พอเพียงอย่างรอบคอบ
จึงจำเป็นต้องทำความเข้าใจให้ชัดเจนเรื่องความต้องการ
โดยเฉพาะความต้องการของมนุษย์เรานั้น มีอยู่ ๒
ลักษณะด้วยกัน
ดังที่พระเดชพระคุณพระธรรมปิฎกได้กล่าวไว้ว่า
ความต้องการประเภทที่ ๑ ท่านเรียกว่า ตัณหา
หรือ ความต้องการสิ่งปรนเปรอ
ส่วนความต้องการประเภทที่ ๒ คือ
ความต้องการคุณภาพชีวิต เรียกว่า ฉันทะ
ในที่นี้
ขอนำลักษณะของความต้องการทั้ง ๒
อย่างมาขยายความให้เป็นที่เข้าใจกัน
เพื่อจะได้มีคำตอบในใจของตน
และไม่สับสนกับการดำเนินชีวิตตามหลักพอเพียง
๑.
ความต้องการสิ่งปรนเปรอ(ตัณหา) คือ
ความต้องการเสพสิ่งต่าง ๆ เพียงเพื่อความเมามัน
หรือสนองความอยากของตนเท่านั้น เช่น
เราต้องการซื้อเสื้อผ้าสวย ๆ
มาสวมใส่เพื่อประดับร่างกาย ให้ดูเด่น ดูดี,
ต้องการรับประทานอาหารที่มีรสชาติอร่อยถูกปาก
หรืออาหารทันสมัยตามค่านิยม
และต้องการเครื่องไล้ทาร่างกาย
น้ำอบน้ำหอมเพื่อให้ร่างกายมีกลิ่นหอม
ดังนี้เป็นต้น ความต้องการดังกล่าวมานี้
ในทางพระพุทธศาสนาถือว่าเป็นความต้องการชนิดปรนเปรอ
เพราะมุ่งที่คุณค่าเทียมของสิ่งนั้น ๆ
เป็นเรื่องของความมัวเมาหลงใหลในสิ่งน่าใคร่น่าชอบใจหรือที่เรียกว่า
กามคุณ อันเป็นที่ตั้งแห่งความทุกข์
เพราะเป็นไปเพื่อความทะยานอยาก ไม่รู้จบ
ไม่รู้พอ ไม่ใช่วิถีแห่งชีวิตพอเพียง
แต่โดยมากจะมีคนน้อยคนนักที่เข้าใจ
และหลีกเลี่ยงความต้องการประเภทนี้ได้
จึงเกิดความไม่พอเพียงขึ้นในใจ
ด้วยอำนาจแห่งตัณหา
ต้องดิ้นรนแสวงหาด้วยความร้อนรนอยู่ร่ำไป
แม้จะมีความสำราญใจบ้าง
แต่ผลที่สุดก็หนีไม่พ้นความร้อนใจ
เปรียบเหมือนการรับประทานขนมหวาน มีสีสันสวยงาม
แต่เป็นสีที่ผสมด้วยสารพิษ
แม้จะหวานอร่อยให้ความชื่นใจในเบื้องต้น
แต่ในที่สุดสารพิษที่เข้าสู่ร่างกายโดยไม่รู้ตัวก็ย่อมส่งผลให้เกิดโรคร้าย
เป็นโทษเป็นภัยแก่ร่างกายได้
๒.ความต้องการคุณภาพชีวิต (ฉันทะ)
คือ ความต้องการเสพสิ่งต่าง ๆ เพราะเห็นว่า
มีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตจริง ๆ เช่น
เพื่อปกปิดอวัยวะอันก่อให้เกิดความละอาย
เราจึงต้องการมีเสื้อผ้าไว้สวมใส่
เพื่อให้ร่างกายดำรงอยู่ได้ มีสุขภาพกายที่ดี
เราจึงต้องการอาหารที่มีคุณค่าทางสารอาหาร
ลักษณะนี้เป็นต้น
เป็นความต้องการที่มุ่งถึงคุณค่าแท้ของสิ่งที่ต้องการเป็นสำคัญ
ทั้งตัณหา และ ฉันทะ นั้น
มีส่วนสำคัญมากในการดำเนินชีวิตของคนเรา
เพราะเป็นจุดเริ่มต้นหรือเป็นแรงจูงใจให้เราแสดงพฤติกรรมต่าง
ๆ ออกมา โดยที่ตัณหา
จะนำพาให้เราแสดงพฤติกรรมในทางลบ
ส่วนฉันทะจะนำพาให้เราแสดงพฤติกรรมในทางบวก
ตัณหา นำมาซึ่งความทุกข์
ฉันทะนำมาซึ่งความสุขความสำเร็จ
ดังความหมายของคำทั้ง ๒
ที่พระเดชพระคุณพระธรรมปิฎกได้ให้คำนิยามไว้ว่า
ความพอใจ ชอบใจ ยินดี อยาก รักใคร่ ต้องการ
ที่ไม่ดี ไม่สบาย ไม่เกื้อกูล เป็นอกุศล
เรียกว่า ตัณหา ความพอใจ ยินดี อยาก
รักใคร่ ต้องการ ที่ดีงาม สบาย เกื้อกูล
เป็นกุศล เรียกว่า ฉันทะ
วิถีชีวิตที่พอเพียงตามแนวพุทธ
อันมีหลักความสันโดษเป็นพื้นฐานนั้น
ย่อมเป็นปฏิปักษ์กันโดยสิ้นเชิงกับความต้องการประเภทที่
๑ คือ ตัณหา
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นปฏิปักษ์ต่อความต้องการประเภทที่
๒ คือ ฉันทะ ในทางที่กลับกัน
ความต้องการแบบฉันทะ เป็นส่วนช่วยสนับสนุน
ผลักดันให้การดำเนินชีวิต ประกอบกิจหน้าที่ต่าง ๆ
เป็นไปอย่างต่อเนื่องและประสบความสำเร็จในที่สุด
สามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดี
เพียบพร้อมบริบูรณ์ด้วยปัจจัยในการดำรงชีวิตได้
โดยเฉพาะปัจจัยที่จำเป็นสำหรับการดำเนินชีวิตอันเป็นปัจจัยพื้นฐานทั้ง
๔ อย่าง คือ เครื่องนุ่งห่ม อาหาร
ที่อยู่อาศัยและยารักษาโรค
อันเป็นเครื่องเกื้อกูลการเป็นอยู่
ซึ่งทุกคนจำเป็นต้องมีความต้องการและแสวงหา
ความต้องการในสิ่งที่เป็นคุณหรือจำเป็นสำหรับชีวิต
จึงไม่ถือว่าเป็นเรื่องที่ผิดจากหลักธรรม คือ
ความสันโดษ
หากจะผิดไปก็ต่อเมื่อเราต้องการอย่างไม่รู้จักพอเพียง
เกินความจำเป็นและเกินความสมควรเท่านั้น
วิธีการดำเนินชีวิตให้ประสบสุขในปัจจุบัน
หลักสันโดษ ที่กล่าวมานั้น
จัดเป็นหลักธรรมพื้นฐานที่สำคัญของชีวิตที่พอเพียง
และเป็นเสมือนธรรมฝ่ายรับ
ไว้สำหรับรับกับสถานการณ์ต่าง ๆ ในชีวิต
เพื่อให้ชีวิตดำรงอยู่ได้ด้วยภาวะจิตที่เป็นสุข
ซึ่งควรกล่าวถึงเชื่อมโยงกันไปกับหลักธรรมฝ่ายรุกอีกประการหนึ่ง
อันเป็นหลักที่จะอำนวยสุขในชีวิตปัจจุบัน กล่าวคือ
หลักทิฏฐธัมมิกัตถะ ๔
(ประโยชน์ในภพปัจจุบัน)
ทิฏฐธัมมิกัตถะ หรือ
ประโยชน์ในภพปัจจุบัน ๔ ประการนั้น
พระพุทธองค์ได้ตรัสสอนแก่อุชชัยพราหมณ์
ในขณะที่เข้าไปเฝ้า
เพื่อกราบทูลขอให้พระองค์แสดงธรรมที่เป็นไปเพื่อประโยชน์สุขในปัจจุบันและธรรมที่เป็นไปเพื่อประโยชน์สุขภายหน้าให้ฟัง
เนื่องจากตนจะย้ายไปอยู่ในต่างถิ่น
พระพุทธองค์จึงตรัสสอน
ดังความปรากฏในพระไตรปิฎกตอนหนึ่งว่า
ดูฏ่อนพราหมณ์ ธรรม ๔
ประการนี้ เป็นไปเพื่อประโยชน์
เพื่อความสุขในปัจจุบัน กล่าวคือ อุฏฐานสัมปทา
อารักขสัมปทา กัลยาณมิตตตา และสมชีวิตา
๑.อุฏฐานสัมปทา
เป็นอย่างไร? คือกุลบุตรหาเลี้ยงชีพด้วยความขยันในการงาน
เธอเป็นผู้ขยันชำนิชำนาญ
ไม่เกียจคร้านในงานนั้น
ประกอบด้วยปัญญาเครื่องสอบสวน ตรวจตรา
รู้จักวิธีปฏิบัติในเรื่องนั้น ๆ สามารถทำ
สามารถจัดการ นี้เรียกว่า อุฏฐานสัมปทา
๒.อารักขสัมปทา
เป็นอย่างไร ? คือกุลบุตรมีโภคทรัพย์มาก
ที่หามาได้ด้วยความขยันหมั่นเพียรแล้ว
เธอจัดการคุ้มครองโภคทรัพย์เหล่านั้นไว้โดยพิจารณาว่าทำอย่างไร
พระราชาทั้งหลายจะไม่พึงริบโภคทรัพย์เหล่านั้นเสีย
พวกโจรไม่พึงลักไปเสีย ไฟไม่พึงไหม้ไปเสีย
น้ำไม่พึงพัดพาไปเสีย นี้เรียกว่า อารักขสัมปทา
๓.กัลยาณมิตตตา
เป็นอย่างไร?
คือกุลบุตรเข้าอาศัยอยู่ในหมู่บ้านหรือตำบลใดก็ตาม
เธอเข้าสนิทสนมสนทนาปราศัย
ถกถ้อยปรึกษากับท่านที่เป็นคหบดีบ้าง
บุตรคหบดีบ้าง
พวกคนหนุ่มที่มีความประพฤติเป็นผู้ใหญ่บ้าง
คนสูงอายุที่มีความประพฤติเป็นผู้ใหญ่บ้าง
ผู้ประกอบด้วยศรัทธา
ศีล
จาคะ
และ(ปัญญา)เธอศึกษาเยี่ยงอย่างความเพียบพร้อมด้วยศรัทธา
ศีล
จาคะ
(และ)ปัญญาของเขา
นี้เรียกว่า
กัลยามิตตตา
๔.สมชีวิตา เป็นอย่างไร ?
คือกุลบุตรเป็นผู้เลี้ยงชีวิตเหมาะสม
ไม่ให้ฟุ่มเฟือยเกินไป ไม่ให้ฝืดเคืองเกินไป
โดยรู้เข้าใจทางเพิ่มพูนและทางเสื่อมถอยแห่งโภคทรัพย์
ว่าทำอย่างนี้รายได้ของเราจึงจะเหนือรายจ่าย
และรายจ่ายของเราจึงจักไม่เหนือรายได้
เปรียบเหมือนคนชั่งหรือลูกมือคนชั่ง
ยกตราชั่งขึ้นแล้วย่อมรู้ว่าหย่อนไปเท่านั้น
หรือเกินไปเท่านี้ ถ้าหากกุลบุตรนี้มีรายได้น้อย
แต่เลี้ยงชีวิตอยู่อย่างฟุ่มเฟือย
ก็จะมีผู้กล่าวหาเอาได้ว่า
กุลบุตรผู้นี้ใช้สมบัติเหมือนกินมะเดื่อ
ถ้ากุลบุตรนี้มีรายได้มาก
แต่เลี้ยงชีวิตอย่างฝืดเคือง
ก็จะมีผู้กล่าวหาได้ว่า
กุลบุตรผู้นี้คงจะตายอย่างน่าคนอนาถา
แต่ด้วยเหตุที่กุลบุตรเลี้ยงชีวิตเหมาะสม
จึงเรียกว่า
สมชีวิตา
ดูก่อนพราหมณ์
โภคะที่เกิดขึ้นโดยชอบอย่างนี้แล้ว
ย่อมมีช่องทางเสื่อม(อบายมุข)๔ ประการ คือ
เป็นนักเลงเที่ยวผู้หญิง เป็นนักเลงดื่มสุรา
เป็นนักเลงเล่นการพนันและคบคนชั่วเป็นมิตร
ต่อจากนั้น
พระองค์ก็ได้ตรัสประโยชน์ที่ควรบำเพ็ญเพื่อผลในภพหน้าที่เรียกว่า
สัมปรายิกัตถะ ๔ ประการ คือ
สัทธาสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยศรัทธา) สีลสัมปทา
(ความถึงพร้อมด้วยศีล)
จาคะสัมปทา(ความถึงพร้อมด้วยความเสียสละ)และปัญญาสัมปทา(ความถึงพร้อมด้วยปัญญา)แก่พราหมณ์
จากพระพุทธพจน์ดังกล่าวนี้
ย่อมทำให้เราเข้าใจแจ่มแจ้งในเรื่องประโยชน์สุขในปัจจุบันว่า
การจะดำเนินชีวิตให้เกิดประโยชน์สุข
มีฐานะมั่นคง สมบูรณ์ได้นั้น
จำเป็นจะต้องมีธรรม ๔ ประการ
ซึ่งโบราณท่านเรียกว่า หัวใจเศรษฐี (อุ อา
ก ส) โดยสรุปคือ
๑.
ขยันสรรหา (อุฏฐานสัมปทา) ได้แก่ ขยัน
มานะ บากบั่น ต่อสู้ ไม่ย่อท้อ ไม่เกียจคร้าน
ในการทำกิจหน้าที่การงาน
๒.
รักษาไว้มั่น (อารักขสัมปทา) ได้แก่
รู้จักเก็บออม คุ้มครองรักษาทรัพย์ที่หามาได้
ไม่ให้สูญหายหรือเสียหาย ด้วยกรณีต่าง ๆ
๓. คบกัลยาณมิตร
(กัลยาณมิตตตา) ได้แก่ สมาคมกับมิตรที่ดี
เพราะมิตรดีย่อมไม่ชักนำในทางเสื่อมเสีย
และสามารถชี้แนะ ให้คติในการดำเนินชีวิตแก่ผู้อื่น
๔.เลี้ยงชีวิตพอสม
(สมชีวิตา) ได้แก่ รู้จักจับจ่าย
ใช้สอยให้เหมาะสมกับฐานะและความจำเป็น
โดยมีหลักสันโดษเป็นพื้นฐาน
ประการสำคัญ การที่จะให้ฐานะชีวิตมั่นคง
และมีชีวิตที่เป็นสุขได้นั้น ก็ต้องเลี่ยงอบายมุขให้ได้
ดังที่พระพุทธองค์ทรงสอนไว้ในตอนท้ายของพระพุทธพจน์ข้างต้น
เพราะอบายมุขนั้น
ล้วนเป็นส่วนเกินของชีวิตและนำพาชีวิตให้มัวเมา
จนต้องเสียหาย เสียศูนย์และสูญเสียในที่สุด
ด้วยว่า การเป็นนักเลงเที่ยวผู้หญิงก็ดี
เป็นนักเลงดื่มสุราก็ดี
เป็นนักเลงเล่นการพนันก็ดี
คบคนชั่วเป็นมิตรก็ดี ล้วนเกินมาจากตัณหา
ซึ่งมีอวิชชาเป็นมูลรากและมีความทุกข์เป็นดอกผล
ทุกท่านผู้หวังความเจริญจึงควรหลีกเว้นให้ไกล
ดุจหลีกหนีอสรพิษที่มีพิษร้าย ไม่ควรเข้าใกล้
ไม่ควรส้องเสพโดยเด็ดขาด
บทสรุป
ปัญหาหรือวิกฤตการณ์ต่าง ๆ
ทางสังคมในอดีตที่ผ่านมา
ถือเป็นบทเรียนอย่างดีสำหรับเราทุกคนในสังคม
ในอันที่จะกำหนดรู้ ทำความเข้าใจ
เพื่อสืบเสาะหาสาเหตุแห่งปัญหานั้น ๆ
มาดำเนินการหาวิธีแก้ไข
โดยเฉพาะสาเหตุใหญ่ของปัญหาทั้งมวลนั้น
ในทางพระพุทธศาสนาถือว่าล้วนเกิดมาจากกิเลสของมนุษย์
หากหยุดกิเลส บรรเทากิเลส
อันเป็นเหตุเศร้าหมองภายในใจของมนุษย์ไม่ได้
ก็ยากนักที่จักแก้ปัญหาทั้งมวลได้
ดังนั้น
เราควรหันมาทำความศึกษาพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ให้ชัดเจน
เพื่อหาทางแก้ปัญหาและนำไปประพฤติปฏิบัติให้บรรลุวัตถุประสงค์
โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่เราได้ยินคำว่า
เศรษฐกิจพอเพียง หรือ ชีวิตพอเพียง
กันอยู่นี้ ถือเป็นช่วงโอกาสสำคัญ
ที่เราจะได้เลือกดำเนินชีวิตให้ถูกต้องเพื่อวิกฤติทางเศษฐกิจและสังคมจะได้ลดน้อยถอยลง
ที่สำคัญหากทุกคนจับประเด็นสำคัญของการดำเนินชีวิตทั้งในแง่เป้าหมาย
และวิธีการได้ กล่าวคือมีความสันติสุขเป็นเป้าหมาย
มีหลักการดำเนินชีวิตที่พอเพียงตามแนวพุทธเป็นวิธีการโดยอาศัยสันโดษเป็นพื้นฐาน
อาศัยทิฏฐธัมมิกัตถะ ๔
เป็นกระบวนการและอาศัยการเว้นจากอบายมุขทุกชนิดเป็นกำแพงกั้นความเสื่อม
เชื่อแน่ว่า
ความสันติสุขของบุคคลและสังคมอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม
มีสันโดษคือพอใจใฝ่ยินดี ตามตนมีตนได้ไม่สับสน
ไม่เป็นทาสตัณหาพาทุกข์ทน ดำรงตนตามธรรมนำสุขใจ
มีชีวิตตามทิฏฐธัมมิกัตถ์
หนึ่งเคร่งครัดขยันไม่หวั่นไหว
สองรู้ออมรู้เก็บนับทรัพย์ตนไว้
สามเลือกใฝ่คบสนิทแต่มิตรดี
สี่เลี้ยงตนตามสมควรไม่ป่วนจิต
ใช้ชีวิตพอเพียงเลี่ยงทุกขี
อบายมุขไม่เมามัวพาตัวลี้ ได้ดังนี้สุขสันต์มั่นคงเอยฯ
(ณ.ยอดแก้ว)
[1]
บทความชนะเลิศการประกวดครั้งที่ ๒
ของฝ่ายวิปัสสนาธูระ ส่วนธรรมนิเทศ
สำนักสงเสริมพระพุทธศาสนาและบริการสังคม ม.มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
(ตีพิมพ์ในนิตยสารพุทธจักร
ฉบับที่ ๔ เมษายน ๒๕๔๔ และ (ต่อ)ฉบับที่
๕ พฤษภาคม ๒๕๔๔) /
มีการแก้ไขเพิ่มเติมเนื้อหาจากฉบับเดิมบ้างเล็กน้อย
|