พุทธศาสนสุภาษิต                                     ::: สุกรํ สาธุนา สาธุ   ::: ความดี อันคนดีทำง่าย

บทความและประชาสัมพันธ์

เมื่อสีขาวในธงชาติหายไป

ในพระราชนิพนธ์นี้จะเห็นว่า พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงยกให้ สีขาว ซึ่งหมายถึง “พระพุทธศาสนา” มีความสำคัญเป็น อันดับหนึ่ง พระองค์ทรงสละโลหิตได้เพื่อรักษาชาติศาสนาเอาไว้แต่วันนี้ “สีขาว” หรือ “พระพุทธศาสนา” 1 ใน 3 สีในธงชาติไทย กลับถูก ส.ส.ร. 66 คน โหวตลบออกจากธงชาติ

...............

ขอเชิญทุกท่านร่วมสั่งจอง

องค์พ่อจตุคาม-รามเทพ

รุ่น3ส.เงินทองไหลมา

การค้ารุ่งเรือง

ได้ที่

วัดใหม่พิเรนทร์

...............

ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย

ขอเชิญเฝ้าระวังภัยพระพุทธศาสนา

ด้วยสายด่วน 24 ช.ม.

โทร 0-1909-7140

...............

 

เวบบอร์ด

แลกLink

วิธีการCopy ทำแถบดำทั้งหมด

แล้วกด Ctrl+C

ค้นหาข้อมูลโดยกูลเกิล

 ::::ชีวิตที่พอเพียงตามแนวพุทธ::::

 

สามเณรณรงค์ฤทธิ์  ยอดแก้ว

 (..๒๕๔๓)

   “การจะเป็นเสือนั้นไม่สำคัญ  สำคัญอยู่ที่เรามี

   เศรษฐกิจแบบพอมีพอกิน     แบบพอมีพอกิน

   นั้น  หมายความว่า  อุ้มชูตัวเองได้    ให้มีเพียง

   พอกับตัวเอง... การพัฒนาประเทศ  จำเป็นต้อง

   ทำตามลำดับขั้นตอน     ต้องสร้างพื้นฐาน   คือ

   ความพอมี  พอกิน   พอใช้  ของประชาชนส่วน

   ใหญ่เป็นเบื้องต้น...”

                จากกระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  เพียงเท่านี้  ย่อมเป็นเครื่องปลุกจิตสำนึกของชาวไทยทั้งชาติ  ให้หันมาทบทวนการดำเนินชีวิตและการพัฒนาประเทศที่ผ่านมาได้อย่างดีทีเดียว  นับได้ว่าเป็นโชคดีของคนไทย  ที่พระองค์ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น  เพราะการที่พระองค์ตรัสเกี่ยวกับเรื่องความพอมี  พอกิน พอใช้นี้  เท่ากับว่าพระองค์ทรงเป็นดุจดวงตะวันที่ฉายแสงเรืองรอง  นำร่องส่องทาง  ให้ประชาราษฎรทั้งหลายผู้ตกอยู่ในห้วงแห่งความมืดมิด  มีโอกาสพลิกวิกฤติให้เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น  โดยเฉพาะปัญหาเรื่องปากท้องของประชาชน ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญมาก  การที่ประเทศชาติมีภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ  ค่าเงินบาทลอยตัว  สินค้าต่าง ๆ ราคาแพงขึ้น และประเทศต้องเป็นหนี้สินต่างชาติ  เหล่านี้เป็นต้น  ถือว่าเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับปากท้อง  เกี่ยวข้องกับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนโดยตรง  อีกทั้งยังเป็นผลให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ตามมาอีกมากมาย  แนวพระราชดำรัสเกี่ยวกับเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง จึงถือได้ว่าเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่คนไทยควรดำเนินตาม  แต่ต้องทำความเข้าใจให้ดีเสียก่อนว่า    การดำเนินชีวิตที่พอเพียงนั้น คืออย่างไร  เพื่อจะได้ดำเนินรอยตามกระแสพระราชดำรัสได้อย่างถูกต้อง

                หันมามองหลักคำสอนในทางพระพุทธศาสนา  คำว่า  “พอเพียง”  นั้นหมายถึง ความรู้สึกยินดีหรือความพึงพอใจเท่าที่มี  เท่าที่เป็น  ไม่มักมาก  ไม่ทะเยอทะยานอยาก  ไม่อยากได้  อยากมี อยากเป็นด้วยอำนาจแห่งตัณหา  ซึ่งตามแนวพระพุทธศาสนา  ความพอเพียง  ตรงกับภาษาธรรมว่า  ความสันโดษ  นั่นเอง  ผู้ที่มีความสันโดษก็คือผู้ที่รู้จักพอเพียง พออยู่  พอกิน  พอใช้  รู้จักยินดีเท่าที่มีเท่าที่เป็น โดยยึดหลักความจำเป็น เป็นประการสำคัญ ในเรื่องนี้พระอรรถกถาจารย์ผู้ทรงความรู้ท่านได้วิเคราะห์อธิบายเกี่ยวกับผู้สันโดษไว้ว่า สนฺตุสฺสตีติ  สนฺตุสฺโก  ที่ชื่อว่า “ผู้สันโดษ” ก็เพราะว่า ย่อมยินดี  (ย่อมพอใจ) หรืออีกนัยหนึ่งท่านวิเคราะห์ไว้ว่า  อิตรีตเรน  ปจฺจเยน  สนฺตุสฺสตีติ  สนฺตุสฺสโก   ผู้ยินดีด้วยปัจจัยตามมีตามได้ชื่อว่า “ผู้สันโดษ”   ด้วยเหตุนั้นจึงกล่าวได้ว่า  ความรู้สึกยินดี หรือความพึงพอใจตามมีตามได้นี้เอง เป็นความหมายของคำว่า “พอเพียง” ตามหลักพระพุทธศาสนา

พื้นฐานสำคัญของชีวิตที่พอเพียง คือ ความสันโดษ

เรื่องความสันโดษนี้  หลายคนในสังคมยังไม่มีความเข้าใจถึงความหมายหรือลักษณะดีเท่าที่ควร เพราะว่ามีไม่น้อยคนเลยที่เข้าใจว่าความสันโดษคือ การไม่ขวนขวายดิ้นรน ไม่ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงพัฒนา  ซึ่งเป็นเหตุให้ชีวิตตกต่ำ  สังคมและประเทศชาติก็ไม่ได้รับการพัฒนา  เพราะว่าหลักคำสอนเรื่องสันโดษ ทำให้คนงอมืองอเท้า เป็นคนเกียจคร้าน ไม่มีความกระตือรือร้นในการทำงานหรือการประกอบอาชีพ เหล่านี้เป็นต้น  ซึ่งทั้งหมดที่ว่ามา  ถือเป็นความเข้าใจผิดจากหลักคำสอนอย่างมากทีเดียว  เพราะฉะนั้น  จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่เราควรจะทำความเข้าใจให้กระจ่างเรื่องความสันโดษ  อันนับได้ว่าเป็นรากฐานสำคัญของชีวิตที่พอเพียง  เพื่อเป็นการปูแนวทางที่จะดำเนินไปสู่วิถีชีวิตที่พอเพียงตามแนวพุทธได้อย่างมั่นใจและถูกต้อง

ความหมายของคำว่า สันโดษ

                คำว่า “สันโดษ” นั้นสามารถแปลความหมายได้  ๓  นัย (ตามนัยในอรรถกถามงคลสูตร) คือ

                ๑. สันโดษ  แปลว่า  ยินดีด้วยปัจจัยอันเป็นของตน  กล่าวคือ ความพอใจของซึ่งเป็นส่วนของตน ไม่แสดงอาการรังเกียจหรือดูถูกปัจจัยสิ่งของต่าง ๆ ที่ตนเองหามาได้จากการทำหน้าที่การงานต่าง ๆ โดยชอบธรรม  ทั้งในเวลารับ ทั้งในเวลาใช้สอย  ไม่ว่าสิ่งที่ตนได้มาเป็นของตนนั้น จะเป็นสิ่งที่ดี  ประณีตสวยงามหรือไม่ก็ตาม  ก็ยินดีด้วยสิ่งนั้น  ด้วยความรู้สึกที่ว่า  เราได้มันมาเป็นสมบัติของเราโดยถูกต้อง  ไม่ผิดศีลธรรม กฏหมายบ้านเมืองและจารีตประเพณีต่าง ๆ ดังเช่น การที่พระภิกษุเที่ยวบิณฑบาตในตอนเช้า  ทายกทายิกาก็ถวายอาหารบิณฑบาต เป็นของประณีตบ้าง ไม่ประณีตบ้าง มากบ้าง น้อยบ้าง ตามแต่ฐานะของแต่ละบุคคล  ขณะฉันอาหารบิณฑบาต  หากภิกษุรูปใดไม่มีความรังเกียจเมื่อรับสิ่งที่ไม่ประณีต  ไม่ยินดีเกินหรือพออกพอใจเวลาได้รับของประณีต  ไม่รู้สึกว่าเป็นของนิดหน่อยหรือดีใจว่าได้มามาก แต่รู้สึกยินดีอยู่ว่า บิณฑบาตนี้เป็นของตน  ประณีตก็ตาม ไม่ประณีตก็ตาม มากก็ตาม  น้อยก็ตาม  ทายกทายิกาทั้งหลายถวายมาโดยชอบตามพระธรรมวินัยจึงรับบิณฑบาตานั้นมาด้วยความยินดี  แม้ในเวลาฉันก็ไม่เลือกเฟ้นฉันแต่ของดี ๆ หรือของอร่อย ๆ แต่มีความยินดีที่จะฉันเพียงเพื่อยังอัตภาพให้เป็นไปได้ เพื่ออนุเคราะห์แก่การประพฤติพรหมจรรย์เท่านั้น  ภิกษุรูปนั้น  ชื่อว่า  เป็นผู้ยินดีด้วยปัจจัยของตน  แม่ฆราวาสผู้ครองเรือนทั้งหลายก็ขอให้เทียบเคียงเอาดังตัวอย่างที่กล่าวมา

                ๒.สันโดษ  แปลว่า  ยินดีด้วยปัจจัยที่มีอยู่ กล่าวคือ มีความพอใจยินดีในปัจจัยสิ่งของทรัพย์สินเงินทองที่เราได้มาแล้ว  โดยปราศจากความรู้สึกมักมาก เสียใจ  มีอยู่เท่าใด  ก็พอใจเท่านั้น  ไม่ทะยานอยากได้ในสิ่งที่มีไม่ได้และไม่ได้มี  ไม่ปรารถนามากเกินกำลังความสามารถของตน  และไม่มีความทะยานอยากได้ของผู้อื่นมาเป็นของตน   ซึ่งหมายถึง  รู้จักพอประมาณนั่นเอง  ผู้ใดรู้จักพอเพียง  ด้วยสิ่งที่มีอยู่เช่นนี้  ผู้นั้นชื่อว่า  ผู้ยินดีด้วยปัจจัยที่มีอยู่  ชีวิตของเขาย่อมเป็นชีวิตที่มีความสงบสุข  ตรงกันข้ามกับคนที่ไม่รู้จักพอ  ไม่รู้จักประมาณ  อยากได้มากยิ่ง ๆ ขึ้นไปจากที่มีอยู่  ก็จะมีอาการกระสับกระส่าย  ทุรนทุราย  เดือดร้อนใจ  อยู่ที่ไหนก็จะเป็นทุกข์เสมอ  ด้วยอำนาจความทะยานอยากที่มีอยู่อย่างไม่มีเขตจำกัด  บางครั้งก็ต้องแสวงหาให้ได้มา  โดยไม่คำนึงถึงความผิดชอบชั่วดี  ดังเช่น บางคนมีทรัพย์สมบัติมากพอที่จะกินจะใช้  แม้จะประกอบกิจหน้าที่ของตนตามปกติก็ไม่ขัดสนในเรื่องปัจจัยที่จะดำเนินชีวิตในแต่ละวัน  แต่เขายังไม่รู้สึกพอใจเท่านั้น  อยากมีนั่น มีนี่  อยากเป็นเหมือนคนอื่น ๆ  เห็นเขามีรถก็อยากมีรถ  เห็นเขามีบ้านหรูก็อยากมีบ้านหรู  เป็นต้น  เลยแสวงหาวิธีการที่จะให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการ  โดยวิธีการต่าง ๆ เช่น  โดยการไปเล่นการพนัน  ด้วยหวังว่าไม่ต้องเหนื่อยมาก  เพียงแค่เสี่ยงโชคเอาก็สามารถมีทรัพย์สินเงินทองมากกว่าที่มีอยู่และสามารถบรรลุเป้าประสงค์ต่าง ๆ ทีมุ่งหมายเอาไว้ได้   แต่ผลสุดท้าย  เพราะทางที่เขาเลือกเดินนั้นเรียกว่า “อบายมุข” หมายถึงทางแห่งความเสื่อม   เขาจึงหนีไม่พ้นความเสื่อม  ทั้งเสื่อมทรัพย์  เสื่อมชื่อเสียง  เสื่อมญาติและอีกสาระพัดเสื่อม  บางคนถึงขนาดต้องขายที่ดิน  บ้านช่องจนหมดเนื้อประดาตัว  เพราะแพ้พนัน     จึงสรุปได้ว่า  เพราะความต้องการทะยานอยากได้อยากมีจนเกินความพอดีและออกนอกลู่นอกทางแห่งความดีนี่เอง  เป็นเหตุให้ชีวิตจิตใจต้องประสบกับความทุกข์อยู่ร่ำไป

                ๓.สันโดษ แปลว่า  ยินดีโดยความสม่ำเสมอ  กล่าวคือ  การละจากความรู้สึกยินดียินร้ายในสิ่งที่น่าชอบใจน่าปรารถนา และในสิ่งที่ไม่น่าชอบใจไม่น่าปรารถนาซึ่งในทางพระเรียกว่า  อิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์    ความสันโดษตามความหมายนัยนี้  มุ่งถึงการวางใจเป็นกลาง  ไม่เอนเอียง  ไม่หวั่นไหวไปตามอารมณ์ต่าง ๆที่มากระทบ  อันเป็นเรื่องของโลกธรรม  ทั้ง  ๘  ประการ  คือ  ได้ลาภ  เสื่อมลาภ  ได้ยศ  เสื่อมยศ   สรรเสริญ  นินทา  สุข และทุกข์   ความไม่เอนเอียงในจิตใจนี้  เกิดจากการพิจารณาด้วยปัญญาเพื่อให้เข้าใจทุกสิ่งตามความเป็นจริงตามกฏเกณฑ์ของธรรมชาติ  เช่นที่ว่า  “ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดจากปัจจัยปรุงแต่งล้วนไม่แน่นอน(อนิจจัง) มีความเกิดขึ้น(อุปปาทะ) ในเบื้องต้น  มีความตั้งอยู่ (ฐิติ) ในท่ามกลางและมีความดับสลายไป (ภังคะ) ในที่สุด   ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดจากปัจจัยปรุงแต่ง ไม่มีสิ่งใดคงทนอยู่ในสภาพเดิมได้(ทุกขัง)และทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง  ไม่ใช่สัตว์บุคคล  ไม่ใช่ตัวตนเราเขา  เราไม่สามารถบังคับให้เป็นไปดังใจเราปรารถนาได้ทุกอย่างไป (อนัตตา)”  ดังนี้  เมื่อเรามีความเข้าใจอย่างนี้  ก็จะทำให้มีจิตใจที่สม่ำเสมอในทุกอารมณ์ที่มากระทบจิต  มีทัศนคติเห็นภาพรวมของสรรพสิ่งเสมอกัน   ไม่เดือดร้อนใจกับสิ่งที่ไม่พึงปรารถนา  ไม่ลิงโลดใจกับสิ่งที่น่าปรารถนา  ลักษณะนี้เรียกว่า  ผู้สันโดษโดยความสม่ำเสมอ

อุปสรรคของชีวิตที่พอเพียงคือ ความต้องการที่ไม่รู้จักพอ

                เมื่อเราพิจารณาความหมายของคำว่า “สันโดษ”ข้างต้นแล้ว  เราจะเห็นได้ว่า  การที่จะทำให้จิตใจรู้จักพอเพียง  พอกิน พอใช้นั้น  ค่อนข้างจะเป็นเรื่องยากมากในสังคมปัจจุบัน  ซึ่งเป็นยุคบริโภคนิยมหรือวัตถุนิยม  คนส่วนมากในสังคมมีจิตมุ่งเน้นแต่ทางด้านวัตถุ  จึงมีการแข่งขันกันสูงในทุกวงการ โดยยึดเอาวัตถุเป็นความมุ่งหมายของการดำเนินกิจกรรม  เพื่อความร่ำรวย  เพื่อความมั่งมี  ซึ่งอันที่จริงแล้ว  ชีวิตเราไม่ได้อยู่ได้ด้วยวัตถุเพียงอย่างเดียว  เรายังอยู่ได้ด้วยนามธรรมด้วย  และนามธรรมที่ว่าก็คือ จิตใจนั่นเอง  หากมิติชีวิตด้านจิตใจของเราถูกทอดทิ้ง  สิ่งสกปรกโสมมต่าง ๆ จึงเข้าอยู่ภายในจิตใจ  ทำให้รกเรื้อเป็นธรรมดา  คุณธรรม คือ ความสันโดษ เป็นต้น   ก็ย่อมถูกครอบงำด้วยความทะยานอยากหรือความต้องการที่ไม่รู้จักพอ  จึงจำต้องดิ้นรนแสวงหาปัจจัยภายนอกต่าง ๆ กันอย่างไม่มีขอบเขต  นี่คืออุปสรรคสำคัญของชีวิตที่พอเพียง

                ธรรมดาของความทะยานอยากหรือมักมากอยากมีอยากได้ของมนุษย์นั้น  ยากที่จะเต็มอิ่มได้เปรียบเหมือนกับมหาสมุทร ซึ่งกว้างใหญ่ ไม่มีวันเต็มด้วยน้ำได้  สมดังที่พระพุทธองค์ทรงสอนไว้ว่า  “นตฺถิ  ตณฺหาสมา  นที   แม่น้ำเสมอด้วยความทะยานอยากไม่มี”   หรือ สมดังที่ผู้รู้ได้เปรียบเปรยไว้ในคัมภีร์อรรถกถาวิภังค์ว่า “ธรรมดาสภาพ  ๓  อย่าง  เป็นสิ่งที่ใคร ๆ ไม่อาจให้เต็มได้  คือ

                                ๑.  ไฟไม่อาจเต็มได้ด้วยเชื้อ

                                ๒.  มหาสมุทรไม่อาจเต็มได้ด้วยน้ำ

                                ๓.  คนมักมากทะยานอยากไม่อาจเต็มได้ด้วยปัจจัยทั้งหลาย

 

ประเภทของความต้องการ

                จริงอยู่ในเรื่องความต้องการของมนุษย์ที่กล่าวมานั้น   อาจจะมีหลายคนตั้งคำถามขัดแย้งอยู่ในใจว่า “หากเราไม่มีความต้องการ  ไม่มีความอยากได้เสียแล้ว  เราจะประกอบอาชีพต่าง ๆ กันได้อย่างไร  เพราะว่าการที่เราประกอบอาชีพต่าง ๆ กันอยู่ทุกวันนี้นั้น  ก็เพราะเรายังมีความต้องการ  ซึ่งบทสรุปแห่งความต้องการที่ว่านั้นก็คือความสุข   เราจึงต้องดิ้นรนแสวงหาปัจจัยต่าง ๆ มาเกื้อกูลให้ชีวิตสมบูรณ์พูนสุข   การจะไม่ให้มีความต้องการนั้นเป็นไปไม่ได้”     ความคิดลักษณะที่ว่ามานี้  เป็นความคิดด้านเดียว  ยังขาดวิจารณญาณในการมองเรื่องความต้องการและการดำเนินชีวิตที่พอเพียงอย่างรอบคอบ   จึงจำเป็นต้องทำความเข้าใจให้ชัดเจนเรื่องความต้องการ  โดยเฉพาะความต้องการของมนุษย์เรานั้น  มีอยู่  ๒  ลักษณะด้วยกัน  ดังที่พระเดชพระคุณพระธรรมปิฎกได้กล่าวไว้ว่า “ความต้องการประเภทที่ ๑  ท่านเรียกว่า  ตัณหา หรือ ความต้องการสิ่งปรนเปรอ  ส่วนความต้องการประเภทที่  ๒  คือ ความต้องการคุณภาพชีวิต  เรียกว่า ฉันทะ” 

                ในที่นี้  ขอนำลักษณะของความต้องการทั้ง  ๒  อย่างมาขยายความให้เป็นที่เข้าใจกัน  เพื่อจะได้มีคำตอบในใจของตน  และไม่สับสนกับการดำเนินชีวิตตามหลักพอเพียง

                ๑. ความต้องการสิ่งปรนเปรอ(ตัณหา)  คือ ความต้องการเสพสิ่งต่าง ๆ เพียงเพื่อความเมามัน หรือสนองความอยากของตนเท่านั้น เช่น  เราต้องการซื้อเสื้อผ้าสวย ๆ มาสวมใส่เพื่อประดับร่างกาย  ให้ดูเด่น  ดูดี, ต้องการรับประทานอาหารที่มีรสชาติอร่อยถูกปาก หรืออาหารทันสมัยตามค่านิยม และต้องการเครื่องไล้ทาร่างกาย  น้ำอบน้ำหอมเพื่อให้ร่างกายมีกลิ่นหอม  ดังนี้เป็นต้น  ความต้องการดังกล่าวมานี้  ในทางพระพุทธศาสนาถือว่าเป็นความต้องการชนิดปรนเปรอ  เพราะมุ่งที่คุณค่าเทียมของสิ่งนั้น ๆ เป็นเรื่องของความมัวเมาหลงใหลในสิ่งน่าใคร่น่าชอบใจหรือที่เรียกว่า  กามคุณ   อันเป็นที่ตั้งแห่งความทุกข์  เพราะเป็นไปเพื่อความทะยานอยาก  ไม่รู้จบ  ไม่รู้พอ  ไม่ใช่วิถีแห่งชีวิตพอเพียง  แต่โดยมากจะมีคนน้อยคนนักที่เข้าใจ  และหลีกเลี่ยงความต้องการประเภทนี้ได้  จึงเกิดความไม่พอเพียงขึ้นในใจ  ด้วยอำนาจแห่งตัณหา  ต้องดิ้นรนแสวงหาด้วยความร้อนรนอยู่ร่ำไป   แม้จะมีความสำราญใจบ้าง  แต่ผลที่สุดก็หนีไม่พ้นความร้อนใจ   เปรียบเหมือนการรับประทานขนมหวาน  มีสีสันสวยงาม  แต่เป็นสีที่ผสมด้วยสารพิษ  แม้จะหวานอร่อยให้ความชื่นใจในเบื้องต้น  แต่ในที่สุดสารพิษที่เข้าสู่ร่างกายโดยไม่รู้ตัวก็ย่อมส่งผลให้เกิดโรคร้าย เป็นโทษเป็นภัยแก่ร่างกายได้

                ๒.ความต้องการคุณภาพชีวิต (ฉันทะ)  คือ ความต้องการเสพสิ่งต่าง ๆ เพราะเห็นว่า มีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตจริง ๆ เช่น  เพื่อปกปิดอวัยวะอันก่อให้เกิดความละอาย เราจึงต้องการมีเสื้อผ้าไว้สวมใส่  เพื่อให้ร่างกายดำรงอยู่ได้  มีสุขภาพกายที่ดี  เราจึงต้องการอาหารที่มีคุณค่าทางสารอาหาร  ลักษณะนี้เป็นต้น  เป็นความต้องการที่มุ่งถึงคุณค่าแท้ของสิ่งที่ต้องการเป็นสำคัญ

                ทั้งตัณหา และ ฉันทะ นั้น  มีส่วนสำคัญมากในการดำเนินชีวิตของคนเรา  เพราะเป็นจุดเริ่มต้นหรือเป็นแรงจูงใจให้เราแสดงพฤติกรรมต่าง ๆ ออกมา   โดยที่ตัณหา จะนำพาให้เราแสดงพฤติกรรมในทางลบ  ส่วนฉันทะจะนำพาให้เราแสดงพฤติกรรมในทางบวก   ตัณหา นำมาซึ่งความทุกข์  ฉันทะนำมาซึ่งความสุขความสำเร็จ  ดังความหมายของคำทั้ง  ๒  ที่พระเดชพระคุณพระธรรมปิฎกได้ให้คำนิยามไว้ว่า “ความพอใจ  ชอบใจ  ยินดี  อยาก  รักใคร่  ต้องการ  ที่ไม่ดี  ไม่สบาย  ไม่เกื้อกูล  เป็นอกุศล เรียกว่า ตัณหา    ความพอใจ  ยินดี  อยาก รักใคร่ ต้องการ  ที่ดีงาม  สบาย  เกื้อกูล  เป็นกุศล เรียกว่า ฉันทะ

                วิถีชีวิตที่พอเพียงตามแนวพุทธ  อันมีหลักความสันโดษเป็นพื้นฐานนั้น  ย่อมเป็นปฏิปักษ์กันโดยสิ้นเชิงกับความต้องการประเภทที่  ๑  คือ  ตัณหา  แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นปฏิปักษ์ต่อความต้องการประเภทที่  ๒  คือ ฉันทะ   ในทางที่กลับกัน  ความต้องการแบบฉันทะ  เป็นส่วนช่วยสนับสนุน  ผลักดันให้การดำเนินชีวิต  ประกอบกิจหน้าที่ต่าง ๆ เป็นไปอย่างต่อเนื่องและประสบความสำเร็จในที่สุด  สามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดี เพียบพร้อมบริบูรณ์ด้วยปัจจัยในการดำรงชีวิตได้  โดยเฉพาะปัจจัยที่จำเป็นสำหรับการดำเนินชีวิตอันเป็นปัจจัยพื้นฐานทั้ง  ๔  อย่าง  คือ  เครื่องนุ่งห่ม  อาหาร ที่อยู่อาศัยและยารักษาโรค   อันเป็นเครื่องเกื้อกูลการเป็นอยู่  ซึ่งทุกคนจำเป็นต้องมีความต้องการและแสวงหา   ความต้องการในสิ่งที่เป็นคุณหรือจำเป็นสำหรับชีวิต  จึงไม่ถือว่าเป็นเรื่องที่ผิดจากหลักธรรม คือ ความสันโดษ   หากจะผิดไปก็ต่อเมื่อเราต้องการอย่างไม่รู้จักพอเพียง  เกินความจำเป็นและเกินความสมควรเท่านั้น

วิธีการดำเนินชีวิตให้ประสบสุขในปัจจุบัน

                หลักสันโดษ  ที่กล่าวมานั้น  จัดเป็นหลักธรรมพื้นฐานที่สำคัญของชีวิตที่พอเพียง  และเป็นเสมือนธรรมฝ่ายรับ   ไว้สำหรับรับกับสถานการณ์ต่าง ๆ ในชีวิต  เพื่อให้ชีวิตดำรงอยู่ได้ด้วยภาวะจิตที่เป็นสุข   ซึ่งควรกล่าวถึงเชื่อมโยงกันไปกับหลักธรรมฝ่ายรุกอีกประการหนึ่ง  อันเป็นหลักที่จะอำนวยสุขในชีวิตปัจจุบัน กล่าวคือ หลักทิฏฐธัมมิกัตถะ  ๔  (ประโยชน์ในภพปัจจุบัน) 

                ทิฏฐธัมมิกัตถะ หรือ ประโยชน์ในภพปัจจุบัน  ๔  ประการนั้น  พระพุทธองค์ได้ตรัสสอนแก่อุชชัยพราหมณ์  ในขณะที่เข้าไปเฝ้า   เพื่อกราบทูลขอให้พระองค์แสดงธรรมที่เป็นไปเพื่อประโยชน์สุขในปัจจุบันและธรรมที่เป็นไปเพื่อประโยชน์สุขภายหน้าให้ฟัง  เนื่องจากตนจะย้ายไปอยู่ในต่างถิ่น   พระพุทธองค์จึงตรัสสอน   ดังความปรากฏในพระไตรปิฎกตอนหนึ่งว่า

                “ดูฏ่อนพราหมณ์  ธรรม  ๔ ประการนี้  เป็นไปเพื่อประโยชน์  เพื่อความสุขในปัจจุบัน  กล่าวคือ  อุฏฐานสัมปทา  อารักขสัมปทา  กัลยาณมิตตตา  และสมชีวิตา

                ๑.อุฏฐานสัมปทา  เป็นอย่างไร?  คือกุลบุตรหาเลี้ยงชีพด้วยความขยันในการงาน…เธอเป็นผู้ขยันชำนิชำนาญ  ไม่เกียจคร้านในงานนั้น  ประกอบด้วยปัญญาเครื่องสอบสวน  ตรวจตรา รู้จักวิธีปฏิบัติในเรื่องนั้น ๆ  สามารถทำ  สามารถจัดการ  นี้เรียกว่า  อุฏฐานสัมปทา

                ๒.อารักขสัมปทา  เป็นอย่างไร ? คือกุลบุตรมีโภคทรัพย์มาก  ที่หามาได้ด้วยความขยันหมั่นเพียรแล้ว…เธอจัดการคุ้มครองโภคทรัพย์เหล่านั้นไว้โดยพิจารณาว่าทำอย่างไร  พระราชาทั้งหลายจะไม่พึงริบโภคทรัพย์เหล่านั้นเสีย  พวกโจรไม่พึงลักไปเสีย  ไฟไม่พึงไหม้ไปเสีย  น้ำไม่พึงพัดพาไปเสีย  นี้เรียกว่า  อารักขสัมปทา

                ๓.กัลยาณมิตตตา  เป็นอย่างไร? คือกุลบุตรเข้าอาศัยอยู่ในหมู่บ้านหรือตำบลใดก็ตาม  เธอเข้าสนิทสนมสนทนาปราศัย  ถกถ้อยปรึกษากับท่านที่เป็นคหบดีบ้าง  บุตรคหบดีบ้าง  พวกคนหนุ่มที่มีความประพฤติเป็นผู้ใหญ่บ้าง  คนสูงอายุที่มีความประพฤติเป็นผู้ใหญ่บ้าง  ผู้ประกอบด้วยศรัทธา…ศีล…จาคะ…และ(ปัญญา)เธอศึกษาเยี่ยงอย่างความเพียบพร้อมด้วยศรัทธา…ศีล…จาคะ…(และ)ปัญญาของเขา…นี้เรียกว่า  กัลยามิตตตา

                ๔.สมชีวิตา เป็นอย่างไร ? คือกุลบุตรเป็นผู้เลี้ยงชีวิตเหมาะสม  ไม่ให้ฟุ่มเฟือยเกินไป  ไม่ให้ฝืดเคืองเกินไป  โดยรู้เข้าใจทางเพิ่มพูนและทางเสื่อมถอยแห่งโภคทรัพย์ ว่าทำอย่างนี้รายได้ของเราจึงจะเหนือรายจ่าย  และรายจ่ายของเราจึงจักไม่เหนือรายได้  เปรียบเหมือนคนชั่งหรือลูกมือคนชั่ง  ยกตราชั่งขึ้นแล้วย่อมรู้ว่าหย่อนไปเท่านั้น หรือเกินไปเท่านี้  ถ้าหากกุลบุตรนี้มีรายได้น้อย  แต่เลี้ยงชีวิตอยู่อย่างฟุ่มเฟือย  ก็จะมีผู้กล่าวหาเอาได้ว่า กุลบุตรผู้นี้ใช้สมบัติเหมือนกินมะเดื่อ  ถ้ากุลบุตรนี้มีรายได้มาก  แต่เลี้ยงชีวิตอย่างฝืดเคือง  ก็จะมีผู้กล่าวหาได้ว่า กุลบุตรผู้นี้คงจะตายอย่างน่าคนอนาถา  แต่ด้วยเหตุที่กุลบุตรเลี้ยงชีวิตเหมาะสม…จึงเรียกว่า  สมชีวิตา

                ดูก่อนพราหมณ์  โภคะที่เกิดขึ้นโดยชอบอย่างนี้แล้ว ย่อมมีช่องทางเสื่อม(อบายมุข)๔  ประการ คือ เป็นนักเลงเที่ยวผู้หญิง  เป็นนักเลงดื่มสุรา  เป็นนักเลงเล่นการพนันและคบคนชั่วเป็นมิตร …”

                ต่อจากนั้น พระองค์ก็ได้ตรัสประโยชน์ที่ควรบำเพ็ญเพื่อผลในภพหน้าที่เรียกว่า สัมปรายิกัตถะ  ๔  ประการ  คือ  สัทธาสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยศรัทธา) สีลสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยศีล)  จาคะสัมปทา(ความถึงพร้อมด้วยความเสียสละ)และปัญญาสัมปทา(ความถึงพร้อมด้วยปัญญา)แก่พราหมณ์         จากพระพุทธพจน์ดังกล่าวนี้  ย่อมทำให้เราเข้าใจแจ่มแจ้งในเรื่องประโยชน์สุขในปัจจุบันว่า  การจะดำเนินชีวิตให้เกิดประโยชน์สุข  มีฐานะมั่นคง  สมบูรณ์ได้นั้น  จำเป็นจะต้องมีธรรม  ๔  ประการ  ซึ่งโบราณท่านเรียกว่า  หัวใจเศรษฐี (อุ   อา  ก  ส)  โดยสรุปคือ 

                ๑.  ขยันสรรหา    (อุฏฐานสัมปทา) ได้แก่  ขยัน มานะ บากบั่น  ต่อสู้  ไม่ย่อท้อ ไม่เกียจคร้าน  ในการทำกิจหน้าที่การงาน

                                ๒. รักษาไว้มั่น (อารักขสัมปทา)  ได้แก่  รู้จักเก็บออม คุ้มครองรักษาทรัพย์ที่หามาได้  ไม่ให้สูญหายหรือเสียหาย  ด้วยกรณีต่าง ๆ

                ๓. คบกัลยาณมิตร (กัลยาณมิตตตา) ได้แก่  สมาคมกับมิตรที่ดี  เพราะมิตรดีย่อมไม่ชักนำในทางเสื่อมเสีย  และสามารถชี้แนะ ให้คติในการดำเนินชีวิตแก่ผู้อื่น

                ๔.เลี้ยงชีวิตพอสม (สมชีวิตา) ได้แก่ รู้จักจับจ่าย  ใช้สอยให้เหมาะสมกับฐานะและความจำเป็น  โดยมีหลักสันโดษเป็นพื้นฐาน 

ประการสำคัญ  การที่จะให้ฐานะชีวิตมั่นคง และมีชีวิตที่เป็นสุขได้นั้น  ก็ต้องเลี่ยงอบายมุขให้ได้  ดังที่พระพุทธองค์ทรงสอนไว้ในตอนท้ายของพระพุทธพจน์ข้างต้น  เพราะอบายมุขนั้น  ล้วนเป็นส่วนเกินของชีวิตและนำพาชีวิตให้มัวเมา  จนต้องเสียหาย  เสียศูนย์และสูญเสียในที่สุด  ด้วยว่า  การเป็นนักเลงเที่ยวผู้หญิงก็ดี   เป็นนักเลงดื่มสุราก็ดี  เป็นนักเลงเล่นการพนันก็ดี  คบคนชั่วเป็นมิตรก็ดี   ล้วนเกินมาจากตัณหา  ซึ่งมีอวิชชาเป็นมูลรากและมีความทุกข์เป็นดอกผล   ทุกท่านผู้หวังความเจริญจึงควรหลีกเว้นให้ไกล  ดุจหลีกหนีอสรพิษที่มีพิษร้าย  ไม่ควรเข้าใกล้  ไม่ควรส้องเสพโดยเด็ดขาด

บทสรุป

ปัญหาหรือวิกฤตการณ์ต่าง ๆ ทางสังคมในอดีตที่ผ่านมา   ถือเป็นบทเรียนอย่างดีสำหรับเราทุกคนในสังคม  ในอันที่จะกำหนดรู้  ทำความเข้าใจ เพื่อสืบเสาะหาสาเหตุแห่งปัญหานั้น ๆ มาดำเนินการหาวิธีแก้ไข  โดยเฉพาะสาเหตุใหญ่ของปัญหาทั้งมวลนั้น  ในทางพระพุทธศาสนาถือว่าล้วนเกิดมาจากกิเลสของมนุษย์  หากหยุดกิเลส บรรเทากิเลส  อันเป็นเหตุเศร้าหมองภายในใจของมนุษย์ไม่ได้  ก็ยากนักที่จักแก้ปัญหาทั้งมวลได้  

ดังนั้น  เราควรหันมาทำความศึกษาพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ให้ชัดเจน  เพื่อหาทางแก้ปัญหาและนำไปประพฤติปฏิบัติให้บรรลุวัตถุประสงค์   โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่เราได้ยินคำว่า  “เศรษฐกิจพอเพียง” หรือ “ชีวิตพอเพียง”  กันอยู่นี้  ถือเป็นช่วงโอกาสสำคัญ  ที่เราจะได้เลือกดำเนินชีวิตให้ถูกต้องเพื่อวิกฤติทางเศษฐกิจและสังคมจะได้ลดน้อยถอยลง   ที่สำคัญหากทุกคนจับประเด็นสำคัญของการดำเนินชีวิตทั้งในแง่เป้าหมาย และวิธีการได้ กล่าวคือมีความสันติสุขเป็นเป้าหมาย มีหลักการดำเนินชีวิตที่พอเพียงตามแนวพุทธเป็นวิธีการโดยอาศัยสันโดษเป็นพื้นฐาน อาศัยทิฏฐธัมมิกัตถะ  ๔  เป็นกระบวนการและอาศัยการเว้นจากอบายมุขทุกชนิดเป็นกำแพงกั้นความเสื่อม   เชื่อแน่ว่า  ความสันติสุขของบุคคลและสังคมอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม 

 

       มีสันโดษคือพอใจใฝ่ยินดี                       ตามตนมีตนได้ไม่สับสน

ไม่เป็นทาสตัณหาพาทุกข์ทน                          ดำรงตนตามธรรมนำสุขใจ

มีชีวิตตามทิฏฐธัมมิกัตถ์                              หนึ่งเคร่งครัดขยันไม่หวั่นไหว

สองรู้ออมรู้เก็บนับทรัพย์ตนไว้                        สามเลือกใฝ่คบสนิทแต่มิตรดี

สี่เลี้ยงตนตามสมควรไม่ป่วนจิต                      ใช้ชีวิตพอเพียงเลี่ยงทุกขี

อบายมุขไม่เมามัวพาตัวลี้                            ได้ดังนี้สุขสันต์มั่นคงเอยฯ

                                                                                                                                (ณ.ยอดแก้ว)


 


[1] บทความชนะเลิศการประกวดครั้งที่ ๒ ของฝ่ายวิปัสสนาธูระ  ส่วนธรรมนิเทศ สำนักสงเสริมพระพุทธศาสนาและบริการสังคม ม.มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (ตีพิมพ์ในนิตยสารพุทธจักร ฉบับที่ ๔ เมษายน ๒๕๔๔ และ (ต่อ)ฉบับที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๔๔) / มีการแก้ไขเพิ่มเติมเนื้อหาจากฉบับเดิมบ้างเล็กน้อย

 

Copyright 2007  Kongthoonwatmhai.com All rights reserved. ::: By GongGang :::

แนะนำลิ้งค์์

 

 

จำนวนผู้ที่เข้ามาเยี่ยม

eXTReMe Tracker