|
พระมหาณรงค์ฤทธิ์ อคฺครตโน
พระอาทิตย์และพระจันทร์เคลื่อนคล้อยโคจรหมุนเวียนเปลี่ยนผันอย่างไม่หยุดยั้ง
วันและคืนจึงยังคงเปลี่ยนกลับสลับกันอยู่ร่ำไป
จากวันเก่าสู่วันใหม่ จากเดือนเก่าสู่เดือนใหม่
จากปีเก่าสู่ปีใหม่
นำพาชีวิตคนให้เสื่อมสลายไปเรื่อยๆดุจดอกไม้ที่ตูมในเบื้องต้น
เบ่งบานในท่ามกลางและร่วงโรยในที่สุด
การเปลี่ยนแปลงแห่งห้วงกาลเวลานี้
ไม่มีใครหยุดได้
เพราะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามเหตุปัจจัยที่เป็นไปเองตามกฏกติกาธรรมชาติ
ในโลกแห่งสมมติสัจจะ
เมื่อห้วงแห่งกาลเวลาผ่านไปครบ ๓๖๕ วัน
พระอาทิตย์โคจรผ่านกลุ่มดาวครบทั้ง ๑๒ ราศี
วันที่พระอาทิตย์เคลื่อนเข้าสู่ราศีต้นแห่งจักรราศีในแต่ละรอบ
ถูกกำหนดเรียกกันว่า วันขึ้นปีใหม่
สำหรับสังคมปัจจุบัน
วันขึ้นปีใหม่ถือเป็นวันสำคัญที่ทุกคนต่างรับรู้และสนใจ
เมื่อถึงปีใหม่ทุกคราว
สิ่งที่เป็นสัญลักษณ์แห่งเทศกาลก็คือ
การอวยพรปีใหม่ โดยเฉพาะการมอบ ส.ค.ส.
ที่ย่อมาจากคำว่า ส่งความสุข ให้แก่กัน
อันที่จริงหากว่ากันตามหลักพระพุทธศาสนา
ความสุขก็ดี ความทุกข์ก็ดี
เป็นสิ่งที่เกิดมาจากการประกอบเหตุ
หากประกอบเหตุดี ก็มีผลเป็นสุข
หากประกอบเหตุไม่ดี ก็มีผลเป็นทุกข์
ดังที่พระพุทธองค์ทรงสอนไว้ว่า
|
ยาทิสํ วปเต พีชํ |
ตาทิสํ ลภเต ผลํ |
|
กลฺยาณการี กลฺยาณํ |
ปาปการี จ ปาปกํ |
|
บุคคลหว่านพืชเช่นใด |
ย่อมได้รับผลพืชเช่นนั้น |
|
ผู้ประกอบกรรมดี ย่อมได้ผลดี |
ผู้ประกอบกรรมชั่ว ย่อมได้ผลชั่ว |
พระพุทธวจนะนี้
เป็นที่มาของสำนวนสุภาษิตไทยที่ว่า
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว นั่นเอง
ด้วยหลักการนี้ ทำให้กล่าวได้ว่า
การส่งความสุขโดยการอวยพรด้วยความปรารถนาดีนานาประการในเทศกาลปีใหม่หรือเทศกาลใดก็ตามนั้น
บทสรุปสุดท้าย
ผู้ที่ได้รับการอวยพรจะเป็นสุขดังความปรารถนาของผู้ให้หรือไม่นั้น
ผู้รับเท่านั้นเป็นผู้ตัดสิน
แม้นคำอวยพรจะเลิศหรู
แต่ถ้าหากผู้รับประกอบกรรมที่เลวร้าย
ความสุขย่อมลี้หลบผู้นั้นเป็นแน่ สุขหรือทุกข์
ย่อมเป็นผลที่เกิดจากการกระทำของบุคคลนั้นเอง
ทั้งการกระทำในอดีต ทั้งการกระทำในปัจจุบัน
ทั้งการกระทำทางกาย ทางวาจาและทางใจ
แต่อย่างไรก็ตาม มิใช่ว่า
การส่งความสุขให้แก่กันโดยการอวยพรในโอกาสปีใหม่และโอกาสต่าง
ๆ จะไม่มีคุณค่าเอาเสียเลย เพราะอย่างน้อย
การกระทำดังกล่าวก็เป็นผลจากไมตรีจิต
ซึ่งก่อให้เกิดมิตรสัมพันธ์ที่ดีต่อกันได้ เช่น
ก่อให้เกิดความรัก ความห่วงใย
และความเป็นมิตรสนิทสนมกัน เป็นต้น
สัมพันธภาพในการอยู่ร่วมกัน
จะไม่สั่นคลอนเพราะต่างมีความปรารถนาดีต่อกัน
แต่ถ้าจะให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป
ทุกคนก็ต้องตั้งใจทำความดีในทุกที่ ทุกกรณี
ทุกโอกาส ทุกเวลานาทีและทุกลมหายใจเข้าออก
ทำดีให้ได้ทั้งทางกาย ทางวาจาและทางใจ
ทั้งต่อหน้าและรับหลัง หากทำได้อย่างนี้
พร ซึ่งแปลว่า สิ่งประเสริฐ
ย่อมเกิดมีกับชีวิตของทุกคนได้อย่างแน่นอนและเนิ่นนาน
แน่
อย่าลืมว่า พรใดก็ไร้ค่าถ้าไม่ทำ
อยากได้พรเลิศล้ำ ต้องหมั่นทำแต่ความดี
การทำความดีนั่นแหล่ะคือ พรชีวิต
ที่แท้จริงดังที่สมเด็จพระสังฆราชได้ประทานพระวรคติธรรมไว้ว่า
|
คิดดีพูดดีทำดี |
เป็นศรีเป็นพรสูงสุด |
|
ไม่มีพรเทพพรมนุษย์ |
สูงสุดดุจความดีที่ทำเอง ฯ |
เมื่อกล่าวถึงสิ่งประเสริฐ
หากจะถามว่า ตามหลักพระพุทธศาสนานั้น
อะไรกันเล่าคือสิ่งที่ประเสริฐสูงสุดที่ชีวิตมนุษย์สามารถแสวงหาได้และควรจะแสวงหา
? เมื่อประมาณ ๒,๕๙๐
ปีที่ผ่านมา ณ วัดเวฬุวัน เมืองราชคฤห์
แค้วนมคธ ดินแดนชมพูทวีป
พระพุทธองค์ทรงตอบคำถามนี้ไว้อย่างชัดเจนดังพระพุทธวจนะที่ว่า
นิพฺพานํ ปรมํ วทนฺติ พุทฺธา
ผู้รู้ทั้งหลายกล่าวว่า สิ่งที่ดีเยี่ยมสูงสุด คือ
นิพพาน
คำว่า
นิพพาน นั้นหมายถึง ความดับแห่งทุกข์
เป็นภาวะที่หมดสิ้นจากกิเลสอันเป็นเหตุเศร้าหมองก่อให้เกิดกองทุกข์ทั้งมวลโดยสิ้นเชิง
มี ๒ ลักษณะ คือ
๑.
ดับทุกข์แต่ยังไม่ดับขันธ์ คือ
ภาวะจิตสะอาด สว่าง สงบ
ปราศจากกิเลสโดยสิ้นเชิง แต่ขันธ์ ๕ คือ
ชีวิตยังมีอยู่ เรียกว่า สอุปาทิเสสนิพพาน
๒.ดับทุกข์ด้วยดับขันธ์ด้วย
คือ
ภาวะจิตสะอาด สว่าง สงบ
ปราศจากกิเลสโดยสิ้นเชิงและขันธ์ ๕ คือ
ชีวิตดับสลายไปตามธรรมดา ดังเช่น
พระพุทธเจ้าและพระอรหันตสาวกที่ดับขันธ์ไปแล้ว
อย่างนี้เรียกว่า อนุปาทิเสสนิพพาน
การบรรลุนิพพาน
คือ การบรรลุความดีสูงสุด
เพราะสิ่งที่จะเป็นสุขอย่างยอดเยี่ยม
โดยไม่มีทุกข์เจือปน เว้นเสียจากนิพพานแล้ว
ไม่มีสิ่งใดอีกเลย บรรดาสิ่งอื่นทั้งหลายนั้น
ล้วนแล้วแต่เกิดจากการปรุงแต่ง
ซึ่งต้องเป็นไปตามกฎไตรลักษณ์ คือ ไม่เที่ยง
เป็นทุกข์ และหาตัวตนไม่ได้
ส่วนนิพพานนั้นแม้จะเป็นอนัตตา
ไม่มีตัวตนเหมือนกัน
แต่ก็เป็นสิ่งที่เที่ยงและเป็นบรมสุข
ผู้บรรลุนิพพาน
คือ อริยบุคคล เป็นบุคคลผู้ประเสริฐ
เพราะสามารถเอาชนะข้าศึกคือกิเลสเสียได้
สามารถทำลายวัฏฏจักรแห่งทุกข์ หรือที่เรียกว่า สังสารวัฏฏ์เสียได้
เมื่อดับขันธ์(สิ้นชีวิต)แล้ว
ก็ไม่มีการเกิดอีกต่อไป อย่างเช่น
พระพุทธเจ้าและพระอรหันตสาวกทั้งหลาย
ท่านหมดกิเลสแล้วจึงไม่มีเหตุให้อุบัติเกิดขึ้นอีก
เปรียบเหมือนแท่งเทียนที่เผาไหม้จนสิ้นไขและสิ้นไส้แล้ว
ไฟย่อมดับสูญและไม่สามารถจุดให้ติดได้อีกต่อไป
เพราะไม่มีเชื้อเพลิงนั่นเอง
สำหรับปุถุชน
ผู้ยังหนาและเหนียวหนืดด้วยยางเหนียวคือกิเลส
ที่นอนเนื่องอยู่ภายในจิตสันดานมาเนิ่นนานนั้น
การจะให้เข้าถึงนิพพานอันเป็นสิ่งประเสริฐสูงสุดในทางพระพุทธศาสนา
คงไม่ง่ายดายเลย แต่กระนั้น ทางสายนิพพาน
ก็มิได้ปิดโอกาสโดยสิ้นเชิงสำหรับปุถุชน
เพราะอย่างน้อย ๆ
แม้ไม่ได้บรรลุถึงนิพพานได้ในปัจจุบันนี้
แต่หากเรามีจิตตั้งมั่นและมุ่งมั่นปฏิบัติตน
ดำเนินชีวิตตามทางสายนิพพาน
พยายามยกระดับชีวิตของตนให้ดีงาม ทั้งทางกาย
ทางวาจาและทางใจ
เราก็อาจได้ลิ้มรสแห่งสันติสุขซึ่งเป็นกลิ่นไอของนิพพานได้
แม้จะเป็นเพียงความสุขน้อยนิด ชั่วขณะ
ดุจการลองชิมอาหารหม้อใหญ่
แต่ก็ยังดีที่จะได้มีภาวะที่ดีงามสั่งสมบ่มเพาะไว้ในจิตใจ
เป็นอุปนิสัยสำหรับการเดินทางในอนาคตเบื้องหน้า
ในสังสารวัฏฏ์อีกยาวไกล
จนกว่าจะมีบารมีความดีเต็มเปี่ยม
ควรแก่การบรรลุถึงเป้าหมายสูงสุดนั้น
และที่สำคัญการดำเนินตามทางสายนิพพานถือเป็นการสร้างสรรค์โลกให้สันติสุข
ลดทุกข์ปัญหาที่เกิดขึ้นมากมายในสังคมได้เป็นอย่างดีทีเดียว
เมื่อวันเพ็ญ ขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน
๓(วันมาฆบูชา) หลังกาลเป็นที่ตรัสรู้ได้ ๙
เดือน พระพุทธองค์ได้เสด็จประทับ ณ วัดเวฬุวัน
เมืองราชคฤห์ แคว้นมคธ ในดินแดนชมพูทวีป
ครั้งนั้น
ได้เกิดเหตุการณ์ที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของพระพุทธศาสนาขึ้น
กล่าวคือ มีพระอรหันตสาวก
ผู้อุปสมบทด้วยวิธีเอหิภิกขุอุปสัมปทา(พระพุทธเจ้าทรงประทานการบวชให้เอง)
จำนวน ๑,๒๕๐
องค์มาประชุมพร้อมเพรียงกันโดยมิได้นัดหมายและพระพุทธองค์ทรงสอนหลักโอวาทปาฏิโมกข์อันเป็นหลักการคำสอนที่ถือเป็นแนวทางในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา
ทั้งในแง่อุดมการณ์
หลักการและวิธีการเพื่อให้พระอรหันตสาวกทั้งหลายได้นำไปโปรดประชาชนโดยในส่วนหลักการนั้นมี
๓ อย่าง คือ
๑.
การหยุดทำความชั่วทุกอย่าง (สพฺพปาปสฺส อกรณํ)
๒.การสรรสร้างความดีทุกชนิด (กุสลสฺสูปสมฺปทา)
๓.การทำจิตของตนให้ผ่องใส (สจิตฺตปริโยทปนํ)
หลักการทั้ง
๓ นี้
ถือเป็นหลักการใหญ่ที่เป็นหัวใจสำคัญของหลักคำสอนในทางพระพุทธศาสนา
เป็นกรอบในการเผยแผ่พระธรรม
เป็นแนวในการที่จะนำเวไนยบุคคลให้หลุดพ้นจากทุกข์โดยสิ้นเชิง
จึงนับเป็นพรธรรมที่ประเสริฐสำหรับชีวิต
เป็นไปเพื่อความสุขทั้งในระดับสามัญ คือ
โลกียสุข และระดับสูงสุด คือ โลกุตตรสุข (นิพพาน)อย่างแท้จริง
เพื่อให้ชีวิตเป็นชีวิตที่ประเสริฐและประสบสุข
จึงสมควรอย่างยิ่งที่จะนำหลักทั้ง ๓
ประการนี้ไปเป็นพรชีวิตให้แก่ตน
โดยมุ่งฝึกหัดพัฒนาตนให้มีหลักทั้ง ๓
นี้เป็นจุดยืนของชีวิต
ซึ่งหากจะอธิบายจากภาษาธรรม เป็นภาษาไทยง่าย ๆ
สั้น ๆ
เหมาะแก่การจดจำและนำไปเป็นคติสำหรับดำเนินชีวิต
ก็สามารถสรุปได้ ๓ ข้อ คือ
หยุดตนให้ได้ ใช้ตนให้เป็น และเห็นตนให้ชัด
๑.
หยุดตนให้ได้
หมายถึง การหยุดทำความชั่วทุกอย่างให้ได้
ทั้งทางกาย ทางวาจาและทางใจ ไม่ข้องแวะ
ไม่มัวเมา ไม่เอาใจใส่ในบาปกรรมทั้งปวง
โดยการพยายามรักษาศีล มีศีล ๕
เป็นต้นให้บริสุทธิ์
โดยเฉพาะการรักษาศีล ๕ นั้น
ถือเป็นจริยธรรมขั้นพื้นฐานของมนุษย์
ซึ่งในทางพระพุทธศาสนาจัดว่าเป็นมนุษย์สมบัติ คือ
เป็นเหตุที่ให้ได้เกิดเป็นมนุษย์
แม้เกิดมาแล้วก็เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ดังนั้น
จึงควรรักษาไว้ให้ได้โดย ไม่มาดร้าย
ทำลายล้างชีวิตกัน ไม่มือไว
ลักขโมยของผู้อื่น ไม่มั่วสุม(สำส่อน)
ประพฤติผิดในกาม ไม่มดเท็จ
โกหกหรอกลวงผู้อื่น และไม่เมายา
เสพสุราและยาเสพติดทุกชนิดอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาทขาดสติสัมปชัญญะ
ในการรักษาศีล ๕ นั้น
หากหมั่นคิดพิจารณาอยู่บ่อย ๆ ว่า
ชีวิตย่อมเป็นที่รักของสัตว์ทั้งหลาย
แม้เราก็รักชีวิตของเราและรักชีวิตของบุคคลอันเป็นที่รักของเรา,
ทรัพย์สมบัติย่อมเป็นที่รักของสัตว์ทั้งหลาย
แม้เราก็รักทรัพย์สมบัติของเรา , ครอบครัว คือ
คู่ครองและบุตรธิดา
ย่อมเป็นที่รักของสัตว์ทั้งหลาย
แม้เราก็รักครอบครัวของเรา , สัจจะ คือ
ความจริงย่อมเป็นที่ชอบใจของสัตว์ทั้งหลาย
แม้เราก็ชอบใจกับความจริง ไม่ชอบใจให้ใครหรอกลวง
และสติสัมปชัญญะ
ย่อมเป็นธรรมมีอุปการะมากแก่สัตว์ทั้งหลาย
หากสัตว์ทั้งหลายขาดสติสัมปชัญญะ
ย่อมเป็นหนทางแห่งความตาย
เมื่อพิจารณาเห็นเป็นเช่นนี้ได้
ก็ย่อมไม่ประพฤติผิดศีล คือ ไม่โหดร้าย
ไม่มือไว ไม่มั่วสุม ไม่มดเท็จและไม่เมายา
แน่นอน
ที่สำคัญชีวิตจะประเสริฐต้องปิดหนทางแห่งความเสื่อม
อันเป็นเหตุให้เสียศีล เสียศักดิ์ เสียสัตย์
เสียศูนย์และสูญเสีย เสียให้ได้
ทางแห่งความเสื่อมนั้นภาษาพระเรียกว่า
อบายมุข ซึ่งโดยพิสดารนั้นมี ๖ ประการ
ดังที่ท่านเปรียบเปรยและประพันธ์จัดสรรค์ไว้ในฐานะผี
๖ ตัว ดังนี้
|
ผีที่หนึ่ง
ชอบดื่มสุราเป็นอาจิณ |
ไม่ชอบกินข้าวปลาเป็นอาหาร |
|
ผีที่สอง
ชอบเที่ยวยามวิกาล |
ไม่รักบ้านไม่รักลูกเมียตน |
|
ผีที่สาม ชอบดูการละเล่น |
ไม่ละเว้นบาร์คลับละครโขน |
|
ผีที่สี่
ชอบคบคนชั่วมั่วกับโจร |
ไม่อาจพ้นอาญาตราแผ่นดิน |
|
ผีที่ห้า ชอบเล่นม้ากีฬาบัตร |
สาระพัดถั่วไพ่ไฮโลสิ้น |
|
ผีที่หก ชอบเกียจคร้านการทำกิน |
มีทั้งสิ้นหกผีอัปรีย์เอยฯ |
หากทุกคนฝึกตน
ให้หยุดตนให้ได้จากการทำความชั่วทุกอย่าง
โดยวิธีการง่าย ๆ คือ
การรักษาศีลและเว้นอบายมุข
แค่เพียงประการแรกนี้
ย่อมลดทุกข์ปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตและสังคมได้อย่างแน่นอน
เพราะว่า ปัญหาต่าง ๆ
โดยเฉพาะปัญหาสังคมทุกวันนี้นั้น
หากพิจารณากันให้ชัดแล้ว
ล้วนมีต้นตอมาจากการขาดศีลและมั่วสุมอบายมุขอันเป็นผลจากการไม่สามารถหยุดตนให้ได้ทั้งสิ้น
|
หยุดห้ามกายไม่กระทำสิ่งต่ำทราม |
หยุดวาจาไม่พูดพล่ามสิ่งเหลวไหล |
|
หยุดดวงจิตไม่คิดเห็นสิ่งเป็นภัย |
หยุดตนได้ดังนี้สุขีเอย ฯ |
|
๒. ใช้ตนให้เป็น
หมายถึง
การสรรสร้างความดีทุกชนิดให้ได้
ทั้งทางกาย ทางวาจาและทางใจ
ข้องแวะ เลือกเฟ้น
เอาใจใส่ในกุศลกรรมทั้งปวง
โดยการประพฤติตนตั้งมั่นอยู่ในธรรมทั้งหลาย
เช่น หลักเบญจธรรม หลักอิทธิบาทธรรม
หลักสังคหวัตถุธรรมและหลักพรหมวิหารธรรม
เป็นต้น |
|
การใช้ตนให้เป็นนั้น
เป็นการแสดงออกถึงจิตสำนึกที่ดีงามโดยตนเอง
ไม่ต้องให้ใครบังคับ ขู่เข็น
เป็นความพอใจใฝ่ดีที่เกิดขึ้นโดยอิสระ
และสามารถทำได้ทุกที่ ทุกโอกาส
ทุกเวลา เพียงแต่ว่า
บทบาทที่แสดงออกนั้นต้องให้เหมาะสมกับกาล
สถานที่ และบุคคลด้วย |
|
ในทางธรรม
โดยหลักเบื้องต้นของการใช้ตนให้เป็นก็คือ
การดำรงตนอยู่ในกรอบของ หลัก
เบญจธรรม หรือ กัลยาณธรรม ๕
ประการ อันเป็นธรรมที่คู่กันกับศีล
๕ ได้แก่ |
๑. เมตตากรุณา
คือ ปรารถนาดีและสงสารผู้อื่น
สามารถแสดงออกโดยการมีน้ำจิตน้ำใจ
เอื้อเฟื้อเอื้ออาทร ยิ้มให้ ใจเย็น
ไม่เป็นภัย ยามเขาได้ดียินดีด้วย
ยามเขาโทรมซวยเข้าช่วยเหลือ
ยามเขาเหลือเฟือพลอยอนุโมทนา
ยามเขามีปัญหาช่วยหาทางแก้ไข อย่างนี้เป็นต้น
๒.สัมมาอาชีวะ
คือ
เลี้ยงชีพโดยสุจริต
ไม่ประกอบอาชีพที่ผิดศีลธรรม จริยธรรม วัฒนธรรม
และรัฐธรรมนูญ
อันเป็นทางให้เสื่อมสูญจากความสุข
มุ่งมั่นขยันประกอบแต่สัมมาชีพเท่านั้น
๓.กามสังวร
คือ
สำรวมในกาม ยับยั้งความคิดติดใจในรูป เสียง
กลิ่น
รสและสัมผัสอันน่าชอบใจและพยายามปิดกั้นโอกาสอันจะนำพาให้ขาดความระวัง
พลั้งเผลอประพฤติผิดในครอบครัว คือ
คู่ครองและบุตรธิดาอันเป็นที่รักของผู้อื่น
จนหยิบยื่นความชอกช้ำระกำใจให้เขาและนำความเร่าร้อน
เดือดร้อน ทุกข์ร้อนมาสู่เราอีกต่าง ๆ นานา
๔.สัจจวาจา
คือ
พูดจาแต่คำจริง ประกอบด้วยประโยชน์ ดีงาม
ถูกต้อง ตามครรลองคลองธรรม กล่าวคือ ไม่ปด
รสหวาน สมานไมตรี และมีสาระ ไม่พูดคำเท็จ
คำหยาบ คำส่อเสียดและคำเพ้อเจ้อ
จนนำมาซึ่งความไม่น่าศรัทธา ไม่น่ารัก
ไม่น่าภักดี ไม่น่ามีเยื่อใยต่อกัน
ซึ่งอาจเป็นเหตุให้เกิดความรังเกียจเคียดแค้น
แสนหนาวเหน็บ เจ็บในหัวใจ จนไม่ยอมคบค้าสมาคม
มุ่งระดมพลก่อการร้าย หมายทำลายล้างระหว่างกัน
๕.สติสัมปชัญญะ
คือ
มีความระลึกได้และรู้ตัว หรือ
ดำเนินชีวิตด้วยความเฉลียวฉลาด นั่นเอง
เฉลียวใจก่อนทำพูดคิด เรียกว่า มีสติ
และฉลาดเลือกว่าทำอะไรดี ทำอย่างไรดี
ทำเพื่อใครดี ทำที่ไหนดี ทำเมื่อไรดี
อย่างนี้เป็นต้น เรียกว่า มีสัมปชัญญะ
ซึ่งทั้งสติและสัมปชัญญะนี้
ต้องหมั่นสร้างสรรค์ให้เกิดมีเข้มข้นภายในจิตใจ
โดยการเจริญกรรมฐานภาวนาอยู่สม่ำเสมอ
และต้องไม่ทำลายเสียด้วยการเสพของมึนเมาทุกชนิดโดยเด็ดขาด
หากทุกคนสามารถใช้ตนให้ได้
โดยการมีหลักเบญจธรรมเป็นเบื้องต้นแล้ว
เชื่อแน่ว่า การพัฒนาคน การพัฒนาชาติ
การพัฒนาพระศาสนา
เพื่อให้เจริญก้าวหน้าและนำมาซึ่งประโยชน์สุขที่ยั่งยืนนั้นคงไม่ยากแน่
แต่สำคัญอยู่ที่ว่า
จะทำได้กันหรือเปล่า
? เพราะกระแสโลกยุคใหม่
ที่เป็นยุคบริโภคนิยม วัตถุนิยม ทุนนิยมนั้น
มีสิ่งยั่วยวนชวนใจให้ขาดเมตตากรุณา
สัมมาอาชีวะ กามสังวร สัจจะและสติสัมปชัญญะกันง่ายเหลือเกิน
จริงไหมท่าน
|
ใช้ตนให้ทำดีทุกที่ทาง |
ใช้ตนให้เอ่ยอ้างสร้างคุณค่า |
|
ใช้ตนให้คิดดีมีปัญญา |
นี่เรียกว่า ใช้ตนเป็น ร่มเย็นเอย
ฯ |
๓.เห็นตนให้ชัด
หมายถึง การทำจิตของตนให้ผ่องใส
เพราะเมื่อจิตผ่องใสย่อมเกิดดวงปัญญาสว่างไสว
สามารถส่องให้เห็นสิ่งที่เห็นได้ยาก คือ
ตัวเอง ได้ชัดเจน ทั้งนี้
การจะเห็นตนได้ชัดนั้น ต้องฝึกหัดพัฒนาจิตให้สงบ
สะอาด บริสุทธิ์
หลุดออกจากวงโคจรของกิเลสเครื่องเศร้าหมองให้ได้
เปรียบเสมือน การที่จะทำให้น้ำใสแลเห็นตัวปลา
โขดหิน พื้นดิน
และพืชพันธุ์ภายใต้ผืนน้ำได้นั้น
จะต้องทำให้น้ำหยุดนิ่ง สงบ
ไม่กระเพื่อมเพื่อตะกอนจะได้นอนที่ไม่ไหลวนจนฟุ้งกระจาย
ทำให้น้ำสกปรกขุ่นมัว
มิเช่นนั้นก็จะไม่สามารถแลเห็นสิ่งต่าง ๆ
ในน้ำได้เลย
การทำจิตให้สงบ สะอาด
จนเกิดปัญญาสว่างได้นั้น
จำเป็นจะต้องฝึกฝนอย่างต่อเนื่องและจริงจัง
ด้วยวิธีการที่ถูกต้อง
ซึ่งในทางพระพุทธศาสนามีวิธีการฝึกอยู่ ๒
ลักษณะ คือ
๑.สมถกรรมฐาน
หรือ สมถภาวนา
หมายถึง การทำจิตให้สงบ
เป้าหมายก็เพื่อให้เกิดสมาธิ คือ
จิตรวมเป็นหนึ่งเดียว(เอกัคคตาจิต)
มีผลทั้งขั้นชั่วขณะ (ขณิกสมาธิ)
ขั้นแน่นิ่งเฉียดฌาน (อุปจารสมาธิ)
และขั้นสงบนิ่งแนบสนิทถึงฌาน
(อัปปนาสมาธิ)
อันเป็นขั้นสูงสุด
ส่วนวิธีการทำสมาธินั้นมีมากมาย
ดังที่ปรากฏในทางพระพุทธศาสนาถึง ๔๐ วิธี
มีการเจริญอสุภะ ๑๐ การเจริญกสิณ ๑๐
การเจริญอนุสสติ ๑๐ และการเจริญพรหมวิหาร ๔
เป็นต้น
ซึ่งผู้สนใจจำต้องศึกษาในรายละเอียดมากกว่านี้
เพื่อให้เกิดความเข้าใจและสามารถปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง
จนบรรลุผลที่ปรารถนา
โดยเฉพาะสมาธิที่นำมาใช้ประโยชน์ในการดำเนินชีวิต
ช่วยให้การประกอบกิจหน้าที่ต่าง ๆ
เป็นไปโดยมีศักยภาพ
ก่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลที่ดีนั้นก็คือสมาธิขั้นขณิกสมาธิ
ซึ่งสามารถให้เกิดได้ด้วยการเจริญสมาธิ
และไหว้พระสวดมนต์ เป็นต้น
๒.วิปัสสนากรรมฐาน
หรือ วิปัสสนาภาวนา หมายถึง
การเจริญสติให้เกิดปัญญารู้แจ้งเห็นจริงในธรรมทั้งหลาย
โดยยึดหลักการพัฒนาสติตามแนวสติปัฏฐาน ๔ เป็นต้น
เพื่อให้มีสติสัมปชัญญะที่แกล้วกล้าหลักแหลม
สามารถรู้เท่าทันสภาวธรรมทั้งหยาบและละเอียด
จนเห็นชัดในอริยสัจธรรม
อันนำไปสู่ความดับทุกข์โดยสิ้นเชิง
กรรมฐานทั้ง
๒ ประการ แม้จะฝึกหัดปฏิบัติเพียงระดับชาวบ้าน
คือ ปฏิบัติตามโอกาสเท่าที่ทำได้
ก็ย่อมเป็นอุปนิสัยให้จิตใจและสติปัญญาเกิดความสงบและสว่าง
อันเป็นหนทางให้ผู้ฝึกหัดปฏิบัติได้เห็นตนชัด
สามารถดำเนินชีวิตอย่างราบรื่นเพราะจิตใจได้รับการฝึกจนคุณธรรมต่าง
ๆ เจริญงอกงาม
สติปัญญาได้รับการฝนจนมีความหลักแหลมรู้เท่าทันโลกตามความเป็นจริง
ในโลกแห่งสมมติสัจจะ
จิตใจและสติปัญญาที่ได้รับการฝึกฝนดี
ย่อมทำให้เรารู้ตัวเอง รู้บทบาทหน้าที่ของตัวเอง
รู้ฐานะ รู้ภาวะ รู้ความเป็นไปต่าง ๆ
ของตัวเองอย่างแจ่มแจ้ง
สามารถชี้แจงให้ตัวเองดำเนินชีวิตไปสู่ทิศทางที่ดีงามตามทำบทบาทหน้าที่ของตนซึ่งแต่ละคนมีอยู่มากมาย
ทั้งบทบาทโดยธรรมชาติและบทบาทโดยสมมติแต่งตั้ง
เช่น เป็นลูก เป็นพ่อแม่ เป็นครู
เป็นนักเรียน เป็นข้าราชการ เป็นนายกรัฐมนตรี
เป็นต้น หากเราเห็นตัวเอง
รู้ชัดบทบาทหน้าที่ตัวเองให้ถูกต้อง
เป็นนักเรียนอย่าเป็นนักเลง
เป็นนักการเมืองอย่าเป็นนักโกงเมือง
เป็นรัฐบาลอย่าเป็นรัฐแบน
เป็นฝ่ายค้านอย่าเป็นฝ่ายแค้น
เป็นครูอย่าเป็นแคระ เป็นพระอย่าเป็นแพะ
พยายามทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด
อย่างนี้เรียกว่า เห็นตนชัด
อีกอย่างหนึ่ง ในแง่ปรมัตถสัจจะ
การเห็นตนชัดนั้น ย่อมหมายถึง
การเข้าใจความเป็นจริงของชีวิต ว่าชีวิตคืออะไร?
และเป็นไปอย่างไร ? เป็นต้น เช่น
การเข้าใจว่าชีวิตคือขันธ์ ๕ ประกอบด้วยรูป(คือร่างกาย
อันประกอบด้วยธาตุ ๔ ดิน น้ำ ไฟ ลม)
เวทนา (คือ ความรู้สึก) สัญญา
(คือ ความจำได้หมายรู้) สังขาร
(คือ ความคิดนึกปรุงแต่ง) และวิญญาณ
(คือ ความรู้แจ้งในอารมณ์ต่าง ๆ )
ซึ่งโดยสรุปก็คือ รูปกับนาม หรือ
ร่างกายกับจิตใจ นั่นเอง ขันธ์ทั้ง ๕
นี้ หากจะถามว่ามีความเป็นไปอย่างไร ?
ก็ย่อมตอบได้ว่า เป็นไปตามไตรลักษณ์ คือ
อนิจจัง ไม่เที่ยง ทุกขัง
เป็นทุกข์และอนัตตา ไม่มีตัวตนที่แท้จริง
เป็นอย่างนี้โดยเสมอภาคกัน
และตราบเท่าที่เรายังไม่หมดกิเลส
ก็ย่อมแน่นอนว่ายังต้องเวียนว่ายอยู่ในวัฏฏะและตกอยู่ในไตรลักษณ์นี้ไม่จบสิ้น
ยังต้องประสบพบเจอกับความสุขบ้าง
ทุกข์บ้างเป็นธรรมดา ยังต้องมีความเกิด แก่
เจ็บ ตาย ตายแล้วก็เกิด เกิดแล้วก็ตาย
อีกนับชาติไม่ถ้วน บางชาติก็เกิดดี
เพราะมีกรรมดีเป็นตัวนำ บางชาติก็เกิดไม่ดี
เพราะมีกรรมชั่วเป็นตัวนำ การเข้าใจชีวิตเช่นนี้
เรียกว่า เห็นตนชัด
|
เห็นตนชัดตามสัจจะความเป็นจริง |
ด้วยจิตนิ่งดิ่งระงับดับหม่นหมอง |
|
เกิดปัญญาจ้าแจ้งแสงเรืองรอง |
ช่วยสาดส่องให้พบพ้องผองสุขเอยฯ |
ดังนั้น
ตราบเท่าที่เรายังมีชีวิตอยู่ในชาติหนึ่ง ๆ นั้น
เราท่านทั้งหลายจึงควรอย่างยิ่งที่จะมองให้เห็นสัจจะเหล่านี้
แล้วพยายามใช้ชีวิตที่เกิดมานี้ให้มีค่าที่สุด
พยายามสร้างสมบารมีความดีให้มากที่สุด
อย่าให้เสียชาติเกิดดังคำที่ว่า
เกิดมาทั้งทีสร้างดีให้ได้
ตายไปทั้งทีฝากดีเอาไว้
โดยพยายามดำเนินตามกรอบธรรมทั้ง ๓
ประการที่ว่ามา
อันเป็นหลักการที่ถือได้ว่าเป็นพรชีวิตอย่างแท้จริง
ชีวิตที่มีพรเช่นนี้ ย่อมมีแต่ความสงบร่มเย็น
เย็นทั้งกาย เย็นทั้งวาจา เย็นทั้งใจ
เย็นทั้งภายใน เย็นทั้งภายนอก เย็นทั้งตนเอง
และแผ่ความเย็นไปสู่สังคมทำให้สังคมเกิดสันติสุขที่น่าพึงปรารถนาอีกด้วย
ในโอกาสต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเทศกาลปีใหม่
สงกรานต์ หรือวันสำคัญอื่น ๆ
หากแม้นจะมีการอวยพรอวยชัยกันนั้น
ก็โปรดอย่าลืมพรอันประเสริฐสำหรับชีวิตทั้ง ๓
ประการนี้ด้วย
หยุดตนให้ได้ ใช้ตนให้เป็น เห็นตนให้ชัด
|
หยุดตนได้ ใช้ตนเป็น เห็นตนชัด |
ทางปฏิบัติขจัดทุกข์นำสุขสันต์ |
|
น้อมเป็นพรเพื่อฝึกตัวทั่วหน้ากัน |
ค่าอนันต์สรรค์สร้างโลกพ้นโศกเอยฯ |
ขอให้ท่านผู้ปฏิบัติดีแล้ว
จงปฏิบัติดีต่อไป
ด้วยความเชื่อมั่นในความดีอย่างไม่คลอนแคลน
ขอให้ท่านผู้เคยผิดพลั้ง จงกลับตัวเสียใหม่
ทางแห่งความดีเปิดโอกาสให้ท่านก้าวเดินเสมอ
|
ขอให้ท่านผู้ปฏิบัติดีอยู่แล้ว
รักษาความดีของท่านไว้
ให้เหมือนเกลือรักษาความเค็ม
รักษาไว้ติดตัวติดตน ตลอดวัน ตลอดคืน
ตลอดเดือน ตลอดปีและตลอดไป |
ขอให้ท่านผู้ยังไม่ได้ปฏิบัติหรือไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ปฏิบัตินั้นดีหรือไม่
ได้โปรดคิดให้ดี พิจารณาให้ถี่ถ้วน
ลองตริตรองทบทวนให้รอบคอบ ในสิ่งที่คิด
กิจที่ทำและคำที่พูด
ระหว่างความดีกับความชั่วและความสุขกับความทุกข์มันสัมพันธ์กันอย่างไร
อะไรเป็นเหตุ อะไรเป็นผล แล้วตัดสินใจเองเถิด
ดี ชั่ว สุข ทุกข์ ท่านจะเลือกทางไหน
เป็นสิทธิโดยเด็ดขาดของท่าน
หวังว่าท่านจะพบแสงสว่างของชีวิตตลอดไป
.
ขอทุกท่านจงมีความสุข ปราศจากทุกข์โดยทั่วกัน
ขอพระสัทธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจงดำรงมั่นตลอดกาลนานเทอญ. |